อร์โฮสเตสการบินไทย ขวัญใจสารวัตรหนุ่มคนดัง

คุณแนน-ศิริเลิศ ชลเกตุ เจ้าของร้านกาแฟโรแตง ในตลาดบองมาร์เช่ ภรรยาสาว พ.ต.ท.ทวยเทพ เดวิด วิบุลศิลป์ สารวัตรกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 อดีตนายแบบนักแสดงที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอย่างดี

เกิดในครอบครัวค้าขาย เริ่มศึกษาชั้นอนุบาลถึงมัธยมโรงเรียนมาแตร์เดอี ก่อนเข้าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการร้านกาแฟ มีอิทธิพลมาจากตอนเรียนแล้วชอบไปนั่งใช้สมาธิอ่านหนังสือจิบกาแฟตามร้าน

แต่จบออกมาตอนแรกรับงานแปลหนังสือด้วยความที่เก่งภาษา ก่อนไปดูแลงานด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ของห้างเกสรพลาซ่าแล้วไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกาคอร์สสั้น ๆ เป็นจังหวะที่เคยสอบแอร์โฮสเตสการบินไทยเอาไว้แล้วถูกเรียกตัวพอดีจึงตัดสินใจบินกลับมารับงานเป็นแอร์โอสเตสจวบจนปัจจุบัน แถมมีรายได้พิเศษจากการเปิดร้านกาแฟที่ตลาดบองมาร์เช่

เธอเล่าถึงความรักกับนายตำรวจหนุ่มอารมณ์ดีว่า ความจริงรู้จักกันก่อนเขาเป็นตำรวจ ตอนนั้นยังทำงานเกษรพลาซ่า เขามีเพื่อนสนิททำงานที่เกสรพลาซ่าเหมือนกัน และมักไปไหนมาไหนเป็นกลุ่มด้วยกัน เพราะวัยใกล้กัน เจอกันครั้งแรกก็รู้ว่า เขาถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา แต่เขาน่าจะมาจีบเพื่อนเราในแผนกมากกว่า เป็นที่ปรึกษาคุยกันไปมาก็เริ่มผูกผัน

กระทั่งบินไปอเมริกา เธอบอกว่า นาน ๆ จะติดต่อกันที ส่งจดหมายคุยกันบ้าง พอกลับมาเมืองไทยถึงหันมาจริงจัง สนิทกันมากขึ้น ก่อนหน้ายอมรับว่า ไม่กล้า เพราะไม่รู้จะกลับมาเมื่อไร จริง ๆ เป็นเพื่อนกันก่อนกว่าจะยอมรับเป็นแฟน เขาก็ยังวนเวียนอยู่วงการบันเทิง ยังไม่ได้เป็นตำรวจ คบกันได้ประมาณ 7 ปี เขาไปสอบเข้าเป็นตำรวจ เราก็ไม่ได้ขัดอะไร แม้ภาพของตำรวจไม่ดี แต่เขาสอบในส่วนเป็นอาจารย์ ทำงานด้านวิชาการ ไม่น่าจะมีอะไร ไมได้อยู่ตามโรงพัก

“แนนเฉยๆ นะตอนที่เขาไปสอบ ไม่ได้รู้สึกค้านอะไร มาถึงตอนนี้ยังคิดอยู่ว่า เคยสนับสนุนเขาไหม” เจ้าตัวหัวเราะเป็นนัยลำดับเรื่องราวหวานของครอบครัวต่อว่า คบกันจนแต่งงานกันตอนเขายศ ร.ต.ท.ช่วยราชการอยู่ตำรวจท่องเที่ยว เชื่อหรือไม่ว่า แต่งงานได้ 3 วันยังไม่ได้ทันฮันนีมูนก็เกิดเหตุการณ์สึนามิ ทั้งที่เป็นช่วงพักร้อนอยู่นายเขาเรียกลงไปช่วยที่นั่นทันที

“นายโกรธมากว่าไปไหน บอกน้ำท่วมใหญ่ที่ภูเก็ต ทำไมไม่อยู่ ให้ยกเลิกพักร้อน ตอนนั้นแนนก็ไม่รู้จริงๆว่า สึนามิ คืออะไร แต่พอดูข่าวแล้วถึงรู้ก็โทรไปขอโทษเขา ขอโทษจริงๆ เพราะเห็นเรื่องใหญ่มาก เพราะก่อนหน้าที่เขาจะลงไป แนนตึงๆ แต่โกรธนายเขามากกว่า ทำไมทำอย่างนี้กับเรา ตอนนั้นไม่เข้าใจเลย เป็นอะไรที่เขาต้องเดินทางตลอดเวลา”

เธอจำได้ว่า สามีหายหน้าหายตาไม่กลับมาเลยนานถึง 3 เดือน อยู่ช่วยงานที่สึนามิ ยอมรับว่า ตัวเองเครียดมาก แต่ไม่ได้โกรธ สึกนามิทำให้ทุกคนหดหู่ สามีก็ไม่เล่าอะไร ไม่พูดถึงด้วยซ้ำกับภาพที่เห็น เราก็รับรู้จากที่เราทำงานการบินไทยว่า สถานการณ์เป็นอย่างไร ก่อนจะได้ลงไปดูสภาพตอนที่มันเกือบเรียบร้อยหมดแล้ว คิดว่า หนักอยู่เหมือนกัน

ภรรยานายตำรวจลูกครึ่งเล่าว่า เห็นสามีทำงานหนัก แต่ไม่เคยไปบอกให้เขาเลิกเถอะ ลาออกเถอะ เพราะเขาชอบที่ได้ทำงาน ชอบที่ได้อยู่กับคนเยอะ ๆ  ทว่าต้องยอมรับว่า ชีวิตหลังแต่งงานเปลี่ยนไปเยอะมาก เนื่องจากใช้ชีวิตคู่ที่แต่งงานกันน้อย ที่ผ่านมาต่างคนต่างต้องทำงาน ต้องเดินทาง โดยอาชีพเราก็ต้องเดินทาง โชคดีแต่งงานปีแรกมีลูกเลย ชีวิตก็มุ่งมาที่ลูก ตอนหลังพอสามีย้ายเข้ามาอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีเวลามากขึ้น กลายเป็นเราที่ต้องเดินทางบ่อย

“มีปัญหากันบ้าง เพราะเวลาไม่ลงตัว” คุณแนนยอมรับ “บางทีเราอยากกลับมาคิดว่า จริงๆ แล้วมันไม่เหมาะโดยอาชีพทั้งสอง ไม่เหมาะที่จะมีครอบครัว ตอนนั้นไม่ได้คิด แต่พอแต่งงานแล้วรู้เลยว่า ไม่ควรมีครอบครัวทั้งคู่ ไม่เหมาะเลย เพราะเป็นแอร์โอสเตสต้องเดินทาง ควรจะเป็นสาวโสด ตำรวจก็มีความเสี่ยงโดยหน้าที่ จะมีห่วงต้องยกเลิกนัดกันตลอดเวลา โกรธนายเขามาก กระทั่งเจอภรรยานายเขา เป็นแอร์โฮสเตสเหมือนกันก็เริ่มเข้าใจ”

ทั้งคู่มีโซ่ทองคล้องดวงใจคนเดียวเป็นลูกสาววัยกำลังน่ารักอย่าง “น้องซาร่าห์” ศศิ วิบุลศิลป์ สาวการบินไทยมองว่า พอมีลูก หลายอย่างก็เปลี่ยนไป เอาเวลาให้ลูก และมีความรับผิดชอบมากขึ้น พอลูกโตขึ้นมาหน่อย เราก็ใช้ชีวิตคู่กันได้มากขึ้น ไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง แม้เคยมีช่วงระส่ำระสายว่า จะไปไม่รอด ช่วงระหว่างมีลูก ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง  เดี๋ยวนี้ไม่ทะเลาะกันแล้ว เหมือนว่าพอเรียนรู้กันมากขึ้น เป็นเพื่อนกันมานาน ก็คุยกันมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ก็ยอมให้กัน แต่ก่อนเขาก็ไม่ยอม เราก็ไม่ยอม แต่ด้วยวัย จากที่แน่ทั้งคู่ มีอาชีพ แต่ตอนนี้เป็นพ่อเป็นแม่ ก็เลยยอมๆ ไม่จุกจิก

คุณแนนถึงอยากบอกหลักการใช้ชีวิตคู่ว่า จะต้องไม่ถาม ไม่รื้อฟื้น อะไรที่เรายอมรับได้ เราก็ยอมรับ ไม่ขุดคุ้ยหาเหตุ พร้อมจะเข้าใจ ถ้าอะไรที่ไม่เข้าใจก็จะถามเลย สมมติว่าพูดกันแล้วไม่เข้าใจก็จะปรึกษาตกลงกันให้ได้ เคลียร์เลย ไม่ปล่อยไว้ เช่น ข้อตกลงในการเลี้ยงลูก งานเขา ที่บางทีเราไม่เห็นด้วย หรือความคิดเห็นทางการเมือง เราจะเตือน แต่ไม่เคยบอกว่าถูกผิดอาจจะอยู่คนละข้างกัน ไม่พูดกันเรื่องนี้ไม่เอามาพูดในบ้าน ไม่พูดในโต๊ะอาหาร เพราะมันไม่มีจุดลงตัวแน่นอน แต่จะเตือนกัน ถ้ารุนแรงไป

คบกันมาตั้งแต่รู้จักกัน 18 ปี แม่บ้านสาวเรียกว่า โอเค ยอมรับ มีความสุขในระดับหนึ่ง ไม่มากไม่น้อย มีความเข้าใจกันมากขึ้น โตแล้ว อยากจะฝากถึงครอบครัวตำรวจจากชีวิตที่เราระหองระแหงกัน อยากจะบอกว่า ถ้าเป็นคนอื่น บางคนเขาก็เพิ่งแต่งงานกัน เราก็ต้องยอมรับที่เขาเป็นตำรวจ เขายังไม่เคยห้ามเราไม่ให้เป็นอะไร

“แต่เรื่องที่เราต้องตัดสินใจร่วมกัน ก็ต้องคุยกัน ภรรยาตำรวจยิ่งต้องคุยกัน เคยคิดว่า มันต้องมีลิมิตในการรับฟัง เพราะเขาคงบอกเราทุกเรื่องไม่ได้ในเรื่องงาน ความลับทางราชการ บางเรื่องก็ไม่อาจให้รู้ได้ ควรมีลิมิตในการรับฟัง เรื่องงานของสามี บางทีต้องไม่ไปล้วงลูกมาก บางทีไม่รู้ยังจะดีเสียกว่า เพราะว่าจะทำให้วางตัวลำบาก”

เจ้าตัวสรุปว่า อยากฝากเรื่องความเข้าใจในหน้าที่บทบาทของสามีที่เป็นตำรวจ หน้าที่การเป็นตำรวจ และหน้าที่การเป็นสามี และต้องเข้าใจบทบาทตัวเองด้วยว่า ต้องการอะไร ต้องชัดเจน อย่าอมพะนำ ให้พูดกัน อย่าเก็บไว้ ต้องพูดกันให้เข้าใจทุกเรื่อง อย่าเก็บไว้แล้วคิดเอาเอง เราต้องคอยประคอง ช่วยดูแลครอบครัวเป็นหลังบ้านให้ ปล่อยสามีทำหน้าที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง “สำหรับแนนจะไปไหนไปเลย แต่ขอให้บอก เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยอย่างเดียว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไร เพราะคิดว่าเขาก็ปิดบังไม่ได้อยู่แล้ว เขาก็เปิดเผย”