ลายเป็นสายใยครอบครัวตำรวจคนดังสืบทายาทต่อสายเลือดสู่รุ่นลูก

คุณแพร-พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม ภรรยาสาว พ.ต.ต.นพรัตน์ บุญถนอม สารวัตรกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 61 ลูกชายคนโต พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจ

ขณะที่เธอเป็นลูกสาวคนที่ 3 ของ พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เกิดที่กรุงเทพมหานคร เริ่มต้นเข้าโรงเรียนจิตรลดาจนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 บินตามพี่ 2 คนไปเรียนไฮสคูลที่ประเทศนิวซีแลนด์ ก่อนกลับมาเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยความที่ครอบครัวอยากให้เรียนกฎหมาย

ใช้เวลาแค่ 3 ปีได้วุฒิปริญญาตรีไปต่อเนติบัณฑิตยสภา หลังจากนั้นไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ จบแล้วเรียนกฎหมายระหว่างประเทศอีกตัวที่มหาวิทยาลัยเคนท์ ก่อนกลับมาฝึกงานบริษัท กฎหมายเอเชียอินเตอร์ลอว์  จำกัด และทำงานที่นี่ยาวจนขึ้นตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส ทำคดีระหว่างประเทศเกี่ยวกับกฎหมายหลักทรัพย์

คุณแพรเล่าว่า พ่ออยากให้เรียนกฎหมายก็จริง แต่ไม่อยากให้อยู่ในระบบราชการ ไม่ชอบเลย แม้เราจะบอกว่า อยากเป็นผู้พิพากษานะ แต่พ่อบอกไม่อยากให้เป็น เราคิดว่า คงเหนื่อย เพราะอยู่ในระบบราชการ มีหลายเรื่อง อยู่บริษัทเอกชนน่าดีกว่า พอเริ่มฝึกงาน ทำแล้วก็เลยชอบ สนุกกว่า กว้างกว่า ได้ใช้ภาษาที่ร่ำเรียนมา

สำหรับเรื่องราวความรักของทั้งคู่ นักกฎหมายสาวย้อนลำดับวันหวานว่า เจอสามีตอนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเคนท์ ประเทศอังกฤษ ที่นั่นคนไทยไม่เยอะ มีสมาคมนักเรียนไทยอยู่ รุ่นพี่จัดมิตติ้งกันก็เลยได้เจอกันตรงนั้น ครั้งแรกไม่ได้คิดอะไร เฉย ๆ ไม่รู้ว่า เป็นนายตำรวจเพิ่งจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ปีเดียว รู้แค่ชื่อแก้ว คุยกันสักพักถึงรู้เป็นตำรวจ และเป็นลูกตำรวจเหมือนกัน คุยแบบเพื่อนกันมากกว่า เพราะต่างคนต่างมีแฟนอยู่แล้ว

กระทั่งผ่านไประยะหนึ่ง คุณแพรยอมรับว่า การไปเรียนต่อต่างประเทศกลายเป็นปัญหาระหองระแหงกับแฟนด้วยเพราะความห่างไกล ไม่รู้จะคุยกับใครเลยระบายกับเขา เขาก็มีปัญหาคล้ายกัน คุยไปคุยมาเริ่มถูกคอ ยิ่งมารู้ว่า พ่อแม่รู้จักกันอีก ทำให้คุยกันง่ายขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องกฎหมายที่เรียนอยู่ด้วยกัน ประกอบกับเขาเป็นคนทำกับข้าวเก่ง เวลามีปาร์ตี้ เพื่อน ๆ จะไปรวมตัวกันเลยเจอกันบ่อยขึ้น

 “แพรคงหลงเสน่ห์ปลายจวักของเขามั้ง” เจ้าตัวหัวเราะ

พอเรียนจบ ทั้งคู่ตัดสินใจอยู่เที่ยวต่ออีก 3-4 เดือน เพราะฝ่ายชายอยู่ระหว่างลาเรียน ความรักจึงเริ่มก่อตัวขึ้น พอกลับมาอาศัยที่พ่อแม่รู้จักกัน นายตำรวจหนุ่มจึงสานสัมพันธ์ต่อไม่ยาก ไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง แม้ตอนแรกพ่อของเธอจะค้านแบบหัวชนฝาว่า ไม่อยากได้ลูกเขยเป็นตำรวจ ทั้งที่พี่สาวคนโตก็แต่งงานกับตำรวจมาก่อนหน้า

สุดท้ายทายาทอดีตนายพลคนดังทั้ง 2 ตระกูลก็ลงเอยด้วยการแต่งงานกัน คุณแพรยอมรับว่า สามีเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำค่อนข้างสูง ส่วนเราเป็นลูกคนเล็กของบ้านเลยชอบที่เขาเป็นผู้นำเราได้ระดับหนึ่ง อีกอย่างคือ พอเวลาเราทำงานในสายอาชีพใกล้เคียงกัน จะมีอะไรที่คุยกันมากขึ้น ปรึกษากันได้ ไม่ใช่ปรึกษาแค่เรื่องส่วนตัว บางทีก็เรื่องงานด้วย

“ถามว่า คบกันนานกี่ปีถึงแต่งงาน จำไม่ค่อยได้ น่าจะ 3 หรือเปล่านะ” เธอหันไปสบตาสามีหนุ่มแบบลังเลด้วยรอยยิ้ม “คือแพรเป็นผู้หญิงที่จำวันแต่งงาน วันขอแต่งงานไม่ได้ แต่เขาเป็นฝ่ายที่จำได้ และคอยบอกเราว่า ครบรอบแต่งงานแล้วนะ พอใช้ชีวิตแต่งงานแล้วแตกต่างไปจากเดิมไหม ต้องมองว่า  ความที่เราเริ่มรู้จักกันที่อังกฤษ มันก็จะไม่เหมือนอยู่ในเมืองไทย เราเรียนรู้ชีวิตของเขาแล้วระดับหนึ่ง เขาก็เห็นวิถีชีวิตเราเหมือนกันในระดับหนึ่ง ทำใจกันมา แล้วพอตัดสินใจแต่งงานกันเราก็ยอมรับแล้วว่าโอเค เขาเป็นผู้ชายแบบนี้นะ”

สะใภ้บ้านตำนานนายพลตำรวจมือปราบตั้งคำถามแก่ตัวเองว่า  เราอยู่ได้ไหม รับได้ไหม ผู้หญิงก็ต้องคิดอยู่แล้ว มันก็ผ่านมาระดับหนึ่ง พอแต่งงานจริงๆ ต้องอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง มีเรื่องเยอะเหมือนกัน ไม่เหมือนอยู่อังกฤษ เราเข้าเรียนเวลาเดียวกัน เลิกเรียนเวลาเดียวกัน ช่วงเวลามันตรงกันก็ไม่มีปัญหา พอมาอยู่เมืองไทย ด้วยความที่เขาเป็นตำรวจ เวลาไม่ตรงกันเลย แรก ๆ ทะเลาะกันตลอดเวลา คือ แต่งงานแล้ว เราไปอยู่คอนโดมิเนียม มานั่งคิดทำไมเราต้องอยู่คนเดียว เขากลับบ้านบางที ตี 2 ตี 3 ตี 5 มัวแต่ทำงาน

เธอสารภาพว่า เหมือนเป็นลูกคนเล็ก ติดคน โตมาจะมีพ่อ แม่ พี่น้องอยู่ในบ้านเยอะแยะ พอเรามาอยู่คนเดียวแล้ว ก็อยากจะกลับบ้าน มีปัญหาพักใหญ่ๆ จำเป็นต้องปรับตัว ต้องปรับที่ตัวเราเอง เราไปปรับอะไรเขาไม่ได้เลย ความสุขอยู่ที่เรา จะสุขจะทุกข์อยู่ที่ใจเรามากกว่า ตัดสินใจคุยกับแม่บ่อยมาก เพราะน่าจะเข้าใจหัวอกภรรยาตำรวจ ปรึกษาพ่อบ้าง

“ คุณพ่อคุณแม่สอนว่า จะสุข จะทุกข์ อยู่ที่เรา จะเอาความสุขไปผูกกับคนอื่นไม่ได้ ไม่งั้นเราจะทุกข์ตลอดเวลา เพราะว่า เราไม่สามารถกำหนดอะไรเขาได้ และต้องเข้าใจในจุดที่เราเป็น เราคาดหวังสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยอาชีพการงานของเขาอย่างนี้ ตอนแรกแพรก็ไม่เข้าใจชีวิตตำรวจ เพราะครอบครัวแพร ตอนคุณพ่อย้ายเป็นตำรวจตระเวนชายแดนที่หัวหิน เราก็ย้ายกันไปด้วยทั้งครอบครัว คุณพ่อไม่ใช่เป็นนักสืบที่จะต้องทำงานกลับบ้านเที่ยงคืน พอแพรโตพอที่จะรู้เรื่องแล้ว คุณพ่อกรุงเทพฯ ทำงานเป็นเวลาออกตี 5 แต่ว่า 6 โมง ทุ่มนึงก็จะเจอคุณพ่อที่บ้านแล้ว ซึ่งเราเคยชิน” แม่บ้านสารวัตรหนุ่มหล่อระบายความรู้สึก

“แพรไม่ได้คิดว่า ชีวิตครอบครัวต้องเป็นแบบนี้ ต้องกลับมาเช้ามืดทุกวัน เขาจะเป็นคนบ้างาน ทุกอย่างต้องทำเอง ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ถามว่า แพรเข้าใจไหม ไม่เข้าใจนะ แต่พอมีลูกเลยโฟกัสอยู่ที่ลูก หันไปเลี้ยงลูก เป็นหลักของที่บ้านดีกว่า เพราะสามีต้องทำงาน แพรก็ทำงาน แต่พอเลิกงานก็รีบเผ่นกลับมาดูลูก พยายามกลับบ้านให้เร็ว”

ทั้งคู่มีพยานรัก 2 คนกำลังซุกซนตามประสาเด็ก คนแรกชื่อ พล บุญถนอม ส่วน คนเล็กชื่อ พราว บุญถนอม ได้คุณยาย คุณย่ามาช่วยเลี้ยงบ้างบางครั้ง ขณะที่ สามีพยายามปรับตัวกลับบ้านให้เร็วขึ้น หลังบรรยากาศครอบครัวส่อเค้าอึมครึมช่วงแรก คุณแพรบอกว่า คุยกันแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก ไม่ให้เขาทำก็ไมได้   ถึงขนาดเขาเคยถามว่า ต้องย้ายไปกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในใช่ไหมถึงจะมีเวลาเยอะ ในที่สุด เราก็ต้องเป็นฝ่ายเข้าใจเขาให้มากขึ้น เข้าใจในวิถีชีวิตตำรวจสายสืบ เพราะพ่อเราเป็นตำรวจคนละแบบ

ทายาทอดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลบอกว่า กลายเป็นเราที่เริ่มปรับตัว หากิจกรรมทำ หาความสุขให้ตัวเองด้วยการเล่นโยคะ อ่านหนังสือ พอมีลูกก็ไม่ต้องคิดถึงพ่อ เพราะแค่ดูลูกก็แทบไม่มีเวลาทำอะไรแล้ว  เป็นช่วงที่ต้องปรับเวลา โชคดีตอนนี้สามีมาเรียนปริญญาเอกคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาอาชญาวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยกัน ทำให้ได้เจอกันทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์อยู่บ้านช่วยกันดูแลลูก อีก 5 วันทำงานก็ปล่อยเขาทำหน้าที่

“หลักการประคองชีวิตครอบครัว แพรมองว่า จะต้องอดทน และเข้าใจกันทั้งสองอย่าง ต้องพูดว่า ต้องพยายามเข้าใจ และอดทนในสิ่งที่เขาเป็น แม้จะบอกว่า เข้าใจทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นไปไม่ได้ พี่น้องเกิดมาในครอบครัวเดียวกัน ยังนิสัยไม่เหมือนกัน แล้วยิ่งคนที่เกิดมาคนละครอบครัวในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน มันก็ต้องปรับ ต้องรู้ว่า เขาชอบอะไร เราชอบอะไร เขาไม่ชอบอะไร เราไม่ชอบอะไร ต้องพยายามหลีกเลี่ยงเวลาโมโห ให้เวลา 1 วัน สงบสติอารมณ์ตัวเอง” เธอว่า

“สมัยก่อนก็รู้อยู่แล้วว่า เป็นลูกตำรวจจะต้องอดทนพอสมควร คุณพ่อเป็นคนที่ทำงานหนักมาก เราก็จะรู้อยู่เสมอเลยว่า ตำรวจ คือ ทำดีเสมอตัว ทำชั่วโดนด่า เพราะฉะนั้นการเป็นลูกตำรวจต้องอดทนระดับหนึ่ง  เพราะตอนคุณพ่อทำงานก็จะมีข่าวออกมาโจมตีบ้างเป็นระยะ แต่ว่าพอเป็นภรรยาตำรวจดูแล้วจะหนักกว่าหลายเท่ามากนัก เนื่องจากเป็นลูกตำรวจมันไม่ต้องรับผิดชอบ พอเป็นสามีภรรยา อะไรที่เขาทำไม่ได้ในส่วนครอบครัว เราก็ต้องมาแบกรับตรงนั้นด้วย” คุณแพรทิ้งท้าย