“ถ้าผมลาออก ภรรยาจะขอแยกทางกับผม”

ร.ต.ต.สิรวิชญ์ บัวขาว รองสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลคลองตัน ระบายความรู้สึกในทันทีที่ตัดสินใจลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนหน้าจะโดนคำสั่งจเรตำรวจแห่งชาติให้ไปปฏิบัติราชการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

เหตุเพราะถูกกล่าวหาว่า ผิดระเบียบ “ผมยาว”

เป็นคำสั่งสะท้อนความรู้สึกตลอด 33 ปีในชีวิตราชการที่ไม่เคยขาดตกบกพร่องถูกตั้งกรรมการสอบสวนเอาผิด เพราะรักษาระเบียบวินัยมาเสมอ

“เหตุที่จะลาออกไม่ใช่ไม่รักอาชีพตำรวจ ผมรักครับ ทำด้วยใจมาตลอด” เจ้าตัวว่า “อยากจะเป็นตำรวจที่ดีมีคุณภาพเพื่อองค์กร”

เขาชอบทำงานที่ได้คอยช่วยเหลือผู้คนเลยเลือกเป็นตำรวจชุมชนสัมพันธ์ มีโล่ประกาศเกียรติคุณมากมาย งานช่วยเหลือคนมาตลอดยังทำให้เขาและครอบครัวได้รับความสุขความเจริญ ลูก 3 คนเป็นคนดี ไม่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งไม่ดี

แถมที่ผ่านมาลูกชายคนกลางเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ส่วนภรรยาเป็นมะเร็งที่ตับ แต่ผลจากการทำดีของเขา ยังทำให้ครอบครัวผมหายจากการเป็นโรคร้ายได้

“พอเริ่มแก่ตัวลง เป็นห่วงเรื่องสุขภาพและคิดที่ผ่านมา เราทำงานเพื่อประเทศชาติมามากแล้วก็อยากจะให้คนที่มีความตั้งใจอยากเป็นตำรวจคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีโอกาสเข้ามาทำแทนรับใช้ประชาชนแทนผมบ้างเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

กระทั่งมีคำสั่งจากจเรตำรวจแห่งชาติมาเร่งเร้าความคิดลาออกให้เร็วขึ้น

เขาต้องเข้าไปฝึกระเบียบวินัยใหม่ที่อำเภอหนองสาหร่าย จังหวัดนครราชสีมา เป็นรุ่นที่ 3  ทั้งที่ผ่านมาตัดผมสั้นมาตลอด อยู่โรงพักมีการเคารพธงชาติทุกวันอังคารและวันพฤหัส มีการตรวจทรงผมตลอดก่อนส่งรายงานทางไลน์ และที่โรงพักผมมีกล้องวงจรปิดสามารถตรวจสอบได้ว่า ใครไว้ผมยาวผิดระเบียบบ้าง

ก่อนคำสั่งออก 20 วัน จเรตำรวจได้มาตรวจสอบโรงพักคลองตัน ยังแจ้งว่า เรียบร้อยทุกคน ไม่มีตำรวจไว้ผมยาวสักราย

“ผมเลยปฏิเสธว่า ผมไม่เคยไว้ผมยาว และขอดูหลักฐานจากภาพว่าใช่ผมหรือเปล่า” เขาชี้แจง

“ผมบอกว่า ผมรับไม่ได้ทำให้มัวหมองต่อหน้าที่โดยการแสดงสปิริต ไม่ว่าจะมีภาพให้ดูหรือไม่ ผมพูดว่า หลังเลิกงานวันนี้ผมจะกลับไปเขียนใบลาออก” ร.ต.ต.สิรวิชญ์ว่า พร้อมบอกประวัติการทำงาน  ไม่เคยป่วยไม่เคยลากิจ ลาพักร้อน ทำงานได้2ขั้นมาตลอด และยังต้องสอนเด็กนักเรียนอีก 5 โรงเรียนตามโครงการครูแดร์ต่อต้านยาเสพติด 

เขารออยู่ 2 ชั่วโมงในการขอหลักฐานว่าผมยาว ปรากฏว่ามีจเรได้นำรูปภาพมาให้ดู

ดูแล้วไม่ใช่เป็นเขา

เป็นการออกสั่งลงโทษผิดตัว เขาถึงได้ถูกส่งกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม

 “ผมเป็นคนรักษาคำพูดว่าจะขอลาออก ผมก็ขอลาออก ภรรยาของผมเลยเข้าใจเหตุผลในการลาออก ภรรยาก็เลยไม่ห้าม”

แม้จะมีเสียงทัดทานจากผู้บังคับบัญชา แต่เขามองว่าเหตุการณ์ท้าทายที่เกิดขึ้นทำให้เขาโชคดีได้ลาออกจากการเป็นตำรวจไปเป็นนักธุรกิจ

“ตำรวจออกจากแฟลตตำรวจไปทำงานที่โรงพัก กลับจากโรงพักก็มาที่แฟลตตำรวจ ชีวิตก็จะเป็นตำรวจอย่างเดียว เหมือนปิดตาตัวเอง ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ บังเอิญผมไปเจอธุรกิจตัวหนึ่งที่ดีมากๆ แต่คนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจ ถ้าทำสำเร็จแล้ว ผมจะได้ทุกมิติที่ผมอยากได้และต้องการ”

วันศุกร์ 13 กรกฎาคม 2561เขาถึงมาทำงานเป็นตำรวจวันสุดท้าย

เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่ได้น้อยใจ หรือโกรธใคร จะไปเอาเรื่องกับใคร

สำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงเสียบุคลากรชั้นดีไปก่อนเวลาอันควรอีกนาย