การแต่งตั้งโยกย้ายที่เอาคนเป็นนาย “ไม่มีหัวใจนักสืบ” มาเป็นหัวหน้าพาให้หน่วยล่มถึงจุดเสื่อมมาแล้วหลายยุค

ไม่เข้าใจด้วยซ้ำ วัฒนธรรมของนักสืบเมืองหลวง อยู่กันอย่างไร

นับตั้งแต่ปี 2503 กำเนิด กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลเหนือ ที่มี พ.ต.อ.วิเชียร แสงแก้ว ประเดิมคุมทัพขับเคลื่อนหน่วยถ่ายทอดวิชาสืบสวนพิชิตคดีสำคัญจากรุ่นสู่รุ่นเป็นระยะเวลายาวนานถึง 37 ปี

ทำเนียบ “ผู้นำทัพ”กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือแทบไม่เคยร้างจากนายตำรวจนักสืบฝีมือดีมีชื่อชั้นเป็นที่ยอมรับในวงการตำรวจ

จาก พ.ต.อ.วิเชียร แสงแก้ว ตามด้วย พ.ต.อ.พิชิต มีปรีชา พ.ต.อ.ยงยุทธ อินทบุหรั่น พ.ต.อ.เจริญ โชติดำรงค์ พ.ต.อ.ฉลาด ทองธารี พ.ต.อ.ชาญ รัตนธรรม พ.ต.อ.สุริยะ โมรานนท์ พ.ต.อ.ปราโมทย์ บูรณะพิมพ์ พ.ต.อ.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ พ.ต.อ.วาทิน คำทรงศรี พ.ต.อ.ทวี ทิพย์รัตน์ พ.ต.อ.ประมวล นีละคุปต์พ.ต.อ.คำนึง ธรรมเกษม พ.ต.อ.วินัย เปาอินทร์ พ.ต.อ.วิบูลย์ศักดิ์ สิทธิเดชะ พ.ต.อ.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น

ไปถึงสมัย พ.ต.อ.วิวัฒน์ วรรธนะวิบูลย์ นั่งเป็น “ผู้กำกับการคนสุดท้าย”

ก่อน “ยุบสลาย” แยกเป็นกองกำกับการสืบสวนตำรวจนครบาล 1 ถึงกองกำกับการสืบสวนตำรวจนครบาล 4 เช่นเดียวกับกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครใต้ แยกเป็นกองกำกับการสืบสวนตำรวจนครบาล 5 และกองกำกับการสืบสวนตำรวจนครบาล 6 ขณะที่กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลธนบุรี ขยายเป็นกองกำกับการสืบสวนตำรวจนครบาล 7 ถึงกองกำกับการตำรวจนครบาล 9

ทว่ากลิ่นอายในจิตวิญญาณของหัวหน้าหน่วยและเหล่าบรรดามดงานยังมี “เชื้อไฟ”ของตำนานสืบสวนเหนือ-ใต้-ธนบุรี หลงเหลืออยู่

โดยเฉพาะ กองกำกับการสืบสวนตำรวจนครบาล 1 ยังสัมผัสถึงความอบอุ่นเป็นครอบครัวไม่จางหาย

พวกเขา กินข้าวหม้อเดียวกัน นั่งคุยสนทนาและเปลี่ยนความคิดเห็นบนโต๊ะอาหารกลางห้องประชุม “ไม่แบ่งชั้นยศ” สืบทอดมาตั้งแต่เป็นกองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครเหนือ

แม้กระทั่ง พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ยังเคยมีโอกาสมานั่งร่วมโต๊ะและปรารภเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนคดีดังระดับประเทศสารพัดแก่นักสืบรุ่นหลังเก็บเกี่ยวเอาไว้เป็นวิทยาทานไม่มากก็น้อย

นายทุกคนยังพร้อมรับฟังปัญหาและช่วยหาวิธีแก้ไขให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในยามเดือดร้อนจากการปฏิบัติหน้าที่

นี่คือ วัฒนธรรมของ “สืบสวนเหนือ” ถ่ายทอดสู่ “สืบสวนนครบาล 1” ในยุคแรก ก่อนจะแตกกระจายละลายเลือนหายไป เพราะระบบการแต่งตั้งโยกย้าย “ผิดฝา-ผิดตัว” ทุบทำลายความเป็น “ครอบครัวนักสืบ” ไปจนหมด

มดงานอย่าง ด.ต.วรพล สันติพิริยาภรณ์ ตกเป็นจำเลยของสังคมถึงดิ้นรนต่อสู้เพียงลำพัง

เจ้าตัวเดินหน้า “ลุยเดี่ยว” เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ.รุ่งโรจน์ โตไร่ รองสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ให้ดำเนินคดีพิธีกรดำเนินรายการช่องทีวีดิจิตอลชื่อดังย่านฝั่งธนพร้อมพวกอีก 4 ราย หนึ่งในนั้นมี นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร พ่อค้าส้มตำคู่ความด้วย ในข้อหา“ร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา”

มันเป็นหนทางเดียวที่จะเรียกเอาเกียรติยศและชื่อเสียงของตัวเองกลับคืนมา

ท้าพิสูจน์ความจริงกับสิ่งที่ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติชั่วสร้างมลทินมัวหมอง จนโดนคำสั่งให้ออกจากราชการพร้อมเพื่อนร่วมงานอีก 5 ชีวิต

ชีวิตของตำรวจผู้น้อยไม่มีโอกาสรอคอยความช่วยเหลือจากผู้บังคับบัญชา !!!