“น็อกมืด” ชายร่างสูงโปร่งมาดเก๋าคนข่าวแห่งค่ายหนังสือพิมพ์สยามรัฐจั่วไพ่ใบสุดท้ายในกองสำรับคาบบุหรี่ควันตลบอบอวลทั่วห้อง

พาเอาผมหน้ามืดตาม ไพ่ในมือถูกกัน อมแหม่มโพธิ์ดำสัญลักษณ์สเปโตขยับออกไม่ได้

“ไอ้บ้าเอ๊ย” ผมพ่นคำไว้ในใจ เสียดายปนเสียฟอร์ม ถ้าเขาเลือกเก็บ ไพ่ผมลอยทันที การ์ดใบสุดท้ายต้องถึงตาผม

“เลิกเหอะ ป๊อกเด้งดีกว่า” สมมาส บรรพต เปิดประเด็นเครียดอีกแล้ว หลังขารัมมี่เต็ม หาที่เสียบไม่ได้ นั่งยลกังวลอยู่นาน ไม่มีทีท่าใครจะขยับ กระทั่งแต้มทะลุตามหลักที่ตั้งไว้ พวกเรามองหน้าแทบเป็นคำถามเดียวกัน

“เอายังไง ก็แล้วแต่” ณรงค์ วโรดมสถาน เจ้าของมอเตอร์ไซค์ซูซูกิ สีแสดแสบตา ที่เพิ่งคาบบุหรี่กวาดเงินหลังน็อกมืดไปหมาด ๆ แสดงความเห็น “แต่ใครจะเป็นเจ้า ถ้าไม่มีใครเป็น ผมเป็นเองให้ก็ได้”

“เราขอ” หนุ่มหน้ามนคนไทยรัฐประกาศสวมชฎา

“ผมหุ้นด้วยสิ ไม่อยากกินเงินพี่” ผมหัวเราะเอาเชิง วีรกรรมยิ่งกว่าสนามรบในงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านของพันตำรวจเอกวิวัฒน์ วัฒนะวิบูลย์ ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ ยังติดตา กว่าเราทั้งคู่จะฝ่าด่านเสือ สิงห์ กระทิง แรด นักสืบนอกเครื่องแบบทำเอาหืดจับ

ผีพนันมันยังไม่ยอมออกจากร่างผม

“เอาสิ เอามาคนละสองพันก่อน”

ผมควักไม่ลังเลทำราวเป็นเศษตังค์ไม่กี่ร้อยบาท เริ่มต้นตาแรก เจ้ากินรอบวง ป๊อกเก้าเด้งเสียด้วย ผมรู้ถึงสังหรณ์บทอวสานที่ไม่รู้ยืดเยื้อยาวนานเท่าไหร่

“ผมหมดแล้วพี่” ฟ้าใกล้สาง

สมมาสชักหงุดหงิด มิตรภาพสนามประลองได้เสียครั้งก่อนจางหาย “เอ็งจะหยุดใช่ไหม” แกชักสีหน้า “ไม่เป็นไร ข้าสู้ต่อ ถือว่า ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในเกมต่อไปนะ” หนุ่มนักพนันจากเมืองจันทบุรี น้ำเสียงไม่สบอารมณ์

“ปัง ปัง ปัง” ทุกคนสะดุ้งเมื่อมีเสียงเคาะประตู

“ใครมาแต่เช้า” น้องกรุงเทพธุรกิจเดินไปเปิด

“ปลุกทำไมแต่เช้าพี่หนู” คนข่าวน้องใหม่งัวเงียเสียงเหน่อถามไถ่สมบูรณ์ ปรุงแต่งกิจ สาวสถานีวิทยุไอเอ็นเอ็น

“เช้าแล้ว ไม่ไปแห่ขันหมากกันหรือ” สมบูรณ์ไม่สนวิสาสะเดินเข้าห้องมา “อะไรกันเนี่ย เล่นยังไม่เลิก”

“เลิกแล้ว เลิกแล้ว” ผมว่า “หมดตูดแล้ว ซองเซิงเจ้าบ่าวไม่ต้องเอานะ”

ทุกคนเออออตามกันเหมือนกำลังนอนฝันถึงตัวเลขแล้วมีนาฬิกาปลุกดังลั่น ก่อนที่วงพนันในห้องพักโรงแรมหรูเมืองสุพรรณบุรียุติสงครามไพ่ป๊อก

บรรยากาศแห่ขันหมากงานวิวาห์ของสุกิจ อิ้วหะซัว หนุ่มแดนใต้ค่ายมติชน ที่ยกขบวนจากเมืองหลวงมาสู่ขอเจ้าสาวยังดินแดนขุนแผน ไม่คึกคักเท่าที่ควร เพื่อนร่วมอาชีพหลายคนหมดสภาพอ่อนเปลี้ยเพลียแรงด้วยฤทธิ์สุราคลอเคลียฝึกสายตาด้วยกีฬาบัตรยันแสงแรกแย้มกระแทกก้อนเมฆ

พิธีการรักหวานผ่านพ้นด้วยดี แต่พวกผมขอจรลีกลับเข้าห้องพักชิงกันหลับเป็นตาย

รุ่งขึ้นวันทำงาน ผมพาลมาเอาเสียบ่าย ไม่ทันไรเลือกเปิดหัวตั้งวงรัมมี่ในห้องผู้สื่อข่าวประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล ไม่สนผู้รักษากฎหมาย แม้เป็นสถานที่ราชการ นับจากวันนั้น พวกเราหน้าดำคร่ำเครียดกันเกือบทุกบ่ายยันดึก

“เฮ้ย เล่นกันเบา ๆ หน่อยนะ” พันตำรวจตรีไพสิฐ แก้วจรัส สารวัตรแผนกประชาสัมพันธ์ นายตำรวจลูกหม้อของแผนกเพิ่งเลื่อนตำแหน่งหลังจากรอคอยมายาวนานกระซิบ “เกรงใจข้าด้วยโว้ย เดี๋ยวนายจะแดกข้า”

“ไม่ต้องห่วงสารวัตร มาเล่นด้วยกันไหม ขากำลังขาดพอดี” ณรงค์แซว

สารวัตรหนุ่มหันรีหันขวางชั่งใจ “เอาเหอะ ตามสบายเลยออด”

นั่งจั่วกันหลังข้าวมื้อเที่ยงตกเรียงเม็ด “เฮ้ย พรุ่งนี้ข้ามไปกินข้าวที่กระทรวงศึกษากันนะ ของกินเยอะดี” สมมาสลุ้นไพ่ในมือพูดโปรแกรมวันรุ่ง “ข้าอยากไปกินข้าวเหนียวทุเรียนว่ะ”เขาพูดถึงเมนูโปรดที่ทำให้สำนึกรักบ้านเกิดจันทบุรี

กลิ่นทุเรียนหอมเตะจมูก น้ำกะทิเข้มข้น รสกลมกล่อมไม่หวานเกินไป ผมนึกภาพตาม ทั้งที่แต่เดิมผมไม่เคยอยากลิ้มลอง นอกจากทุเรียนสุกห่ามธรรมดา

“น็อก” ณรงค์โชว์เหนืออีกแล้ว

“ตีไพ่เหยียบตีนกันเปล่าวะ” สมมาสบ่นทีเล่นทีจริง

เที่ยวนี้ทั้งแหม่มโพธิ์ดำและสองดอกจิกคามือผม

ลมร้อนเดือนเมษายน งานกาชาดเพิ่งผ่านพ้น ความอบอ้าวของอากาศภายนอกห้อง เป็นอีกเหตุผลให้พวกเราจมปลักอยู่กับการนับเลขบนมือ จากนักเลงไพ่รัมมี่เปลี่ยนเป็นป๊อกเด้งภายหลังนาฬิกาหมดเวลาราชการ ขาจรขาประจำกูลีกูจอโผล่มาล้อมวงเพิ่มขึ้น

พันตำรวจตรีไพสิฐ ตกกระไดพลอยโจนพูดไม่ออก ยืนดูดบุหรี่พ่นควันระบายเครียดคุมปากประตูสวมวิญญาณเด็กดูต้นทาง ส่วนสมมาส บรรพต ผู้คลั่งไคล้บทเจ้าขอตัวนั่งรถโรงพิมพ์กลับไปตั้งแต่บ่าย ทิ้งผมสวมชฎารับศึกเพียงลำพัง

“เฮ้ย นายโสมา” ต้นห้องรายงาน

พวกเราแทบวงแตก ผมรวบสำรับไพ่เอาผ้าคลุม หลายคนกระจัดกระจายทำไม่รู้ไม่ชี้ ผู้นำนครบาลพุ่งเข้าห้องมาอย่างรวดเร็ว

“สวัสดีครับนาย” พันตำรวจตรีแผนกประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่ทัพหน้า

“สวัสดีครับท่าน” นักข่าวหลายคนพรึบพรับ

“ทำอะไรกันอยู่”

ทุกคนอึกอัก

รอยยิ้มของนายพลอารมณ์ดีที่ผมเคยให้ฉายาไว้ยังไม่เปลี่ยนแปลง เป็นรอยยิ้มแสดงความจริงใจไม่ถือยศถือตำแหน่งนับตั้งแต่ผมสัมผัสเมื่อครั้งแกยังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

“ไม่มีอะไร เราจะลงมาดูว่า ขาดเหลืออะไรกันหรือเปล่า ตามสบายเลยน้อง ๆ” พลตำรวจโทโสภณ วาราชนนท์ ผ่อนความตึงเครียด “ไพสิฐ ดูแลให้ดีนะ ขาดอะไรมาบอกผม หรือบอกนายเวรไว้ก็ได้” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลสั่งนิ่มนวล

“ครับนาย”

“เออ เดี๋ยวให้ใครขึ้นไปเอาไวน์ในสำนักงานผม เอาลงไปให้พวกน้อง ๆ นักข่าวเขากินกัน” แม่ทัพเมืองหลวงว่าต่อ “ตามสบายนะ วันหลังเย็น ๆ เราจะลงมาสังสรรค์ด้วย ช่วงนี้งานเยอะ กำลังมีคดียุ่งอีนุงตุงนังกันไปหมด” บอกใบ้เหมือนอยากระบาย

“ขอบคุณครับท่าน”

ไม่มีใครถามสักคำ มีคดีอะไรค้างคาอยู่ ทุกคนคงลุ้นอยากให้นายพลเบอร์ 1 ของหน่วยก้าวออกไปเร็ว ๆ ก่อนหลักฐานการกระทำความผิดในบ่อนพนันย่อย ๆ จะปรากฏ

ผมยอมรับเป็นช่วงไฟตกขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน มีผลพวงมาจากต้นสังกัดไม่ค่อยเน้นข่าวอาชญากรรม ทำข่าวอะไรส่งไปเหมือนเหนื่อยฟรี จากที่เคยตั้งมั่นพิมพ์ดีดส่งแฟกซ์ ถึงขั้นคว้ากระดาษข่าวออกจากเครื่องพิมพ์ดีดปาใส่นักข่าวแนวหน้าที่มาจ้องจดลอกข่าวอยู่ข้างหลัง กลายเป็นว่า พักหลังผมเอาแต่เดินลอยชาย มาทำงานสาย ตกบ่ายไม่ตั้งวงเหล้าก็วงไพ่ ขอข่าวบรรดาน้องใหม่ส่งแฟกซ์ไปที่โรงพิมพ์ซะอย่างนั้น

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผมหมดไฟน่าจะมีชนวนจากเหตุเพลิงไหม้ชุมชนวัดคลองเตยใน ถนน ณ ระนอง ห่างอาคารบางกอกโพสต์ที่ตั้งกองบรรณาธิการสยามโพสต์เพียงไม่กี่ร้อยเมตร เพลิงโหมลุกลามอย่างรวดเร็ว ศูนย์วิทยุข่ายนารายณ์ของกองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ และข่ายพระรามของกองบังคับการตำรวจดับเพลิงรายงานตื่นเต้น

“พี่วุฒิเอาไงดี” ผมถาม

เหล้าแสงทิพย์เปิดแบนแรกหายไปไม่ถึงครึ่ง เนื้อแดดเดียว ต้มยำพุงปลาช่อน เพิ่งมาตั้ง ข้าวหมูทอดกระเทียม ไข่ดาว ฝีมือเจ๊เป้า ส่งกลิ่นหอมฉุย แต่พวกเราเหมือนว่าจะกะเดือกกันไม่ลง รถดับเพลิงจากกองบังคับการตำรวจดับเพลิง รังที่ผมซุกหัวทยอยกันออกไปสนับสนุนทีละคันสองคัน

“ไปก็ไป” ชัยวุฒิ มั่นสิงห์ แห่งเดอะเนชั่นสรุป

ถึงที่เกิดเหตุต่างคนแยกย้าย ผมอาศัยความชำนาญคุ้นเคยเหมือนเป็นเจ้าถิ่นเดินตรงลิ่วมุ่งเข้าหาแรงพิโรธของพระเพลิงที่พุ่งเปลวไอร้อน ทำท้องฟ้ายามค่ำสว่างโร่ ชาวชุมชนต่างขนข้าวของวิ่งหนีสวนออกมากระเจิดกระเจิง

“ระวังถังน้ำมันระเบิด” บางคนกระตุกเสียงเตือน

ผมเดินหน้าเกินกว่าจะถอย คลังน้ำมันเชลล์ตระหง่านใกล้แสงเพลิง ผมไม่ใส่ใจ ไม่ระทึกตื่นเต้นอาจเพราะผมเป็นลูกตำรวจดับเพลิง หรือเพราะวิญญาณความหิวกระหายข่าวก็ไม่รู้ ทำให้ผมไม่กลัวคลังน้ำมันอันมหึมาจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

เก็บรายละเอียดท่ามกลางควันพวยพุ่งฟุ้งกระจาย นักผจญเพลิงไม่ถอย ระดมฉีดน้ำหล่อเลี้ยงคลังน้ำมันเรียกภาพนาทีระทึก ใช้เวลานับชั่วโมงถึงควบคุมเพลิงจนสงบเผาวอดชุมชนวัดคลองเตยในเสียหายไปไม่น้อย

ผมยิ้มโล่งเดินกลับตึกมุ่งไปยังชั้น 5 เพื่อส่งข่าวชิ้นสำคัญ ทว่าทั้งกองบรรณาธิการปราศจากสิ่งมีชีวิต เครื่องพิมพ์ดีดที่เคยส่งเสียงคลาสสิกต๊อกแต๊กยามใกล้ปิดข่าวคงเหงา เมื่อถูกปล่อยให้เฝ้าโต๊ะอย่างเดียวดาย

หลายชีวิตคนข่าวหนีตายกันไปตั้งหลักใกล้ตลาดคลองเตยถึงสวนลุมพินี บางคนขนของใช้ส่วนตัวเพ่นกลับบ้านไม่สนภาระหน้าที่ หนังสือพิมพ์วันนั้นปิดกรอบไปโดยปริยาย

“กูเสี่ยงตายไปเพื่ออะไร” ผมเกือบจะปาดน้ำตาที่เต็มไปด้วยเขม่าควัน “มาตั้งไกล แต่คนใกล้หนีหายกลัวตายกันไปหมด” บ่นลงจากตึกนั่งรถแท็กซี่กลับซุ้มมะรุมดวดเหล้าระบายความน้อยใจอยู่กับน้ำสีชา

ผมถึงเย็นชาในสนามข่าวในเวลาต่อมา ไร้ชีวิตชีวาปั่นงานยิ่งกว่าเช้าชามเย็นชาม ไม่ค่อยถามข่าวอะไรจากเพื่อนร่วมอาชีพ

กระทั่งวันหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐพาดหัวยักษ์ฉบับเดียว เมื่อพลตำรวจเอกพจน์ บุณยะจินดา อธิบดีกรมตำรวจ มอบหมายให้ พลตำรวจโทณรงค์วิช ไทยทอง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เป็นประธานสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีตำรวจจับกุมผู้ต้องหาปล้นรถทัวร์บริษัท สมบัติทัวร์ จำกัด วิ่งระหว่างกรุงเทพมหานคร-เชียงใหม่ เหตุเกิดถนนสายเอเชียหลักกิโลเมตรที่ 83 อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันที่ 16 เมษายน 2538 พันตำรวจโทไพศาล ปานจินดา สารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลพระอินทร์ราชา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จับกุม 2 ใน 4 คนร้าย คือ นายคำรณ หรือเล็ก ฉ่ำตระกูล อายุ 33 ปี และนายโกศล หรือหน่อง ธานีวรรณ อายุ 30 ปี ที่หอพักธนกิจ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเจ้าทุกข์ชี้ตัวยืนยัน กำหนดฝากขังวันที่ 8 พฤษภาคม 2538

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2538 พันตำรวจโทปรีชา ธิมามนตรี รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ นำนายตำรวจในโครงการโรงเรียนนักสืบ ประกอบด้วย ร้อยตำรวจเอกปรีชา ศรีเจริญ ร้อยตำรวจเอกธงชัย กนิษฐกุล  ร้อยตำรวจเอกนครินทร์ สุคนธวิท จับกุมนายสมภพ หรือเบิ้ม คงสมชีพ อายุ 29 ปี ที่ซอยนางเลิ้ง แขวงและเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ขยายผลรับสารภาพเป็นคนร้ายปล้นรถทัวร์บริษัทสมบัติทัวร์ จำกัด ร่วมกับนายบุญสร้าง คงสมชีพ พี่ชาย นายประยงค์ คงสมชีพ น้าชาย และนายสมพร วงศ์จินดา เพื่อนของน้าชาย

ก่อนตามจับกุมนายบุญสร้างที่จังหวัดพะเยา คุมตัวค้นบ้านเลขที่ 92 หมู่ 5 ตำบลหนองปรือ อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยึดของกลาง สร้อยคอทองคำ เลสข้อมือ กระเป๋าผู้โดยสารอีกจำนวนหนึ่ง

พลตำรวจโทโสภณ วาราชนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พลตำรวจตรีสุธรรม เศวตนันทน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พลตำรวจตรีอนันต์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ ร่วมสอบปากคำจนผู้ต้องหารับสารภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งตำรวจ 2 หน่วย

ข้างในโรงพิมพ์ไม่ได้จวกที่ผมตกข่าวใหญ่คดีตำรวจจับผู้ต้องหาปล้นรถทัวร์กันคนละแก๊งในคดีเดียวกัน น่าเชื่อว่า ต้องมีแพะไม่รายใดก็รายหนึ่ง แต่ผมกลับรู้สึกว่า ถูกตบหน้า ตีหัวเข้าฉาดใหญ่ ด้วยความที่หมดไฟไม่ใฝ่ทำงานหาข่าว

“พี่ต้อยเอากูซะแล้ว” ผมวิเคราะห์คงเป็นฝีมือนักข่าวรุ่นพี่ เพราะระยะหลังแกมักหายหน้าอ้างไม่เข้าวังปารุสฯ มีธุระข้างนอก แกคงดอดไปเอาข้อมูลที่กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือแน่นอน