อมทิ้งงานที่รักเพื่อความรักของครอบครัว

คุณจั๊ก-ประภาพรรณ ปุรินทราภิบาล ภรรยาสาวคนเก่งของ ร.ต.อ.ชัยวัฒน์ ปุรินทราภิบาล รองสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี บ้านเดิมอยู่อำเภอท่ามะกา หลังจบชั้นมัธยมประจำอำภอเข้าเรียนต่อสถาบันราชภัฏเพชรบุรี เดินตามหาความฝันที่อยากเป็นนักเขียน เป็นคอลัมนิสต์ ทำงานเกี่ยวกับงานคิดสร้างสรรค์ในวงการนิตยสารที่กำลังบูม

เธอเล่าว่า แรงบันดาลใจน่าจะมาจากสมัยอยู่มัธยมต้น อาจารย์ให้ทำรายงานเกี่ยวกับคนดังที่มีชื่อเสียงของจังหวัด ตัดสินใจเลือกอาจารย์เนาวรัตน์ พงษไพบูลย์ ทั้งที่ไม่จัก ไม่รู้เป็นศิลปินแห่งชาติ พอศึกษาค้นคว้าอ่านงานเขียนของเขาเลยชอบ ทำให้คิดเป็นนักเขียน ประกอบกับเป็นคนชอบแต่งกลอน สุดท้ายใช้โควต้าดนตรีไทยเข้าเรียนนิเทศศาสตร์

จบออกมาทำงานเป็นครีเอทีฟ บริษัท เนฟเวอร์แลนด์ เทเลวิชั่น จำกกัด แม้ไม่มีพื้นฐานเรื่องทีวี ทำรายการแฟนศีโดน แซดทีวี ข้ามาเป็นครีเอทีฟ เลย ซึ่งเป็นงานที่เราชอบอยู่แล้ว อันนั้นจะเป็นออกทีวี ถ้าพูดถึงแล้ว เราไม่ได้มีพื้นฐานทีวี แต่เบื้องต้นมันก็เรียนกันมาทุกคน ก็ไปเริ่มงานครีเอทีฟ ประมาณนั้น อยู่ปีกว่า ทำรายการแฟนซีโดน แซดทีวี ไม่นานขอย้ายด้วยเหตุผลอยากโต หันไปสมัครทำงานอยู่กับ แซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี แม้เป็นบริษัทเล็ก อยู่ได้แป๊บเดียว แต่เธอต้องทำทุกอย่างแม้กระทั่งเขียนบิล ได้เรียนรู้ทักษะการต่อรองราคา

ต่อมาเปลี่ยนมาทำสารคดี รายการทีวีของ “อิ๋งอิ๋ง-สิทธิณี กิตติสิทโธ” ทำหน้าที่ครีเอทีฟรายการความดีคู่แผ่นดิน เปิดโลกสดใส วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เกือบปีโยกข้ามมาอยู่บริษัท โพลีพลัส จำกัด กับรายการสมาคมชมดาว และได้สัมผัสเกี่ยวกับการตลาดกึ่งโฆษณา วางแผนสื่ออยู่ 6 ปี เปลี่ยนแนวเป็นมีเดียแพลนเนอร์บริษัท 1577 Home Shopping จำกัดในงานขายตรง กระทั่งมีโปรเจกต์ใหญ่เข้ามาเหมือนงานฟรีแลนซ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอางานวิจัยแต่ละตัวมาผลิตสื่อลงออนไลน์

พลิกชีวิตให้ตัดสินใจลาออกมาทำงานฟรีแลนซ์เต็มตัว คุณจั๊กบอกว่า ช่วงนั้นจบปริญญาโทวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว เมื่อเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระทำให้กว้างมากขึ้น ได้เข้าผลิตรายการของสถานีไทยพีบีเอส ทำไปทำมาจากที่ทำงานอยู่เบื้องหลังได้โผล่หน้าเป็นพิธีกรเล่าเรื่อง “มันทำให้จั๊กค้นพบว่า ชีวิตมันสนุก จากที่เราเข้าใจงานด้านของการผลิต เป็นผู้ผลิตอย่างเดียว  พอเราได้ก้าวมาเป็นฟรีแลนซ์ เราเข้าใจการได้เป็นซัพพลายเออร์ด้วย แล้วเราก็มาเป็นผู้ผลิตด้วย พูดง่ายๆ มันก็โตขึ้น ความใจร้อน ความอะไร มันก็มีลดลง”

สนุกกับการทำงานแบบทุ่มเทหลายปีถึงเวลาต้องพักเบรกบ้าง อดีตครีเอทีฟสาวคนขยันว่า ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญ หลังจากแต่งงานมาหลายปีแล้วไม่มีทายาท เพราะต่างคนต่างอยู่ เราบ้างาน สนุกกับมันอยู่กรุงเทพฯ ส่วนสามีย้ายลงไปจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราไม่ได้ตามไป ทำให้โอกาสจะมีลูกยาก “มีแต่คนบอกว่า ถ้าไกลกันอย่างนี้ ก็ไม่ติดหรอก มันต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกัน” เจ้าตัวว่า

ความจริงเรื่องราวความรักของทั้งคู่เริ่มต้นตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฝ่ายชายเรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ ส่วนเธอลงเรียนด้วยเช่นกันแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ถึงกระนั้นทำให้มีโอกาสได้พูดคุยกับเขาระหว่างติว คุยกันคบกันเรื่อยมาก่อนที่เขาจะไปเป็นตำรวจยศนายสิบ ถึงลงเอยด้วยการแต่งงาน เพราะคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีชีวิตคู่

“จั๊กเรียนรู้ก็คือ เขามีความอดทนแล้วก็ช่วยกันประคับประคองครอบครัวไปกับเรา ยอมรับในตัวตนกันและกัน ข้อที่จั๊กชอบมาก คือ เขาไม่ยุ่งกับงานจั๊ก งานเราจะออกกองไปเจอตากล้อง ทีมงาน เป็นใครก็ไม่รู้ เยอะแยะ แต่คือ อยู่ด้วยความไว้ใจกัน เขาไม่ยุ่งกับงานเรา แล้วเราก็ไม่ยุ่งกับงานเขา เวลามารอออฟฟิศ เขาก็มารอด้านล่าง เขาไม่เคยเข้ามายุ่ง มาก้าวก่ายอะไร”

หนุ่มคนรักของเธอเป็นตำรวจที่มีอุดมการณ์สูง ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแห่ง เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้กำลังร้อนระอุ กำลังพลขาดแคลน มีการเปิดรับสมัครนักเรียนนายสิบตำรวจที่โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา ด้วยความที่มีแม่พื้นเพเดิมเป็นคนนราธิวาส เขาแอบไปสอบแล้วเลือกลงประจำโรงพักบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส โซนสีแดงอย่างไม่เกรงกลัวอันตราย เพราะญาติพี่น้องส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ที่นั่น

โดนซุ่มยิงถล่มโรงพัก โยนบึมสนั่นดังก้องหูหลายรอบ นายสิบตำรวจหนุ่มดวงแข็งได้สาวคนรักเป็นแรงผลักดันให้ยืนท้าสมรภูมิปลายด้ามขวาน และเลือกจะแต่งงานตอนอยู่ที่บาเจาะ ภรรยาสาวอดีตตำรวจนักรบแดนใต้ยอมรับว่า เขาเลือกของเขาเอง เป็นทางของเขาเอง เพราะเราค้านไป เราก็ไม่รู้ว่าที่ไหนมันจะดี เพราะลงใน 3 จังหวัด เราไม่รู้จักเลย รู้แค่ว่ามันอันตราย แต่ไม่รู้ว่าจุดไหนเป็นยังไงบ้าง มารู้ทีหลังว่า บาเจาะ  โคตรของโคตรอันตราย เสี่ยงมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไปเยี่ยมดูโรงพักเขา เพดานพรุนไปหมด

คุณจั๊กเล่าอีกว่า ไปเยี่ยมสามีครั้งนั้นทำให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของตำรวจชายแดนใต้ สามีจะพูดเสมอเวลาจะออกไปทำงานฝากโน่น ฝากนี่เป็นลาง เพราะต้องพูด ถ้าไม่พูดไม่บอกแล้วเป็นอะไรไป เราจะทำอะไรไม่ถูก ทุน หรือเบี้ยบำนาญชื่อใคร สามีจะเตรียมไว้ตลอด ทำงานเสี่ยงและลำบากขนาดไหนเขาจะมาเล่าเสมอ “จั๊กต้องกินมังสวิรัติทุกวันพระ เพราะกลัว แบบเครียด พยายามอุทิศบุญให้เขารอดปลอดภัย แต่ไม่เคยบอกเขา กลัวเขาจะเป็นห่วง ไปทำอะไร มันก็จะพะวง จั๊กเลยไม่ค่อยได้ทำอะไรให้เขากังวล ปล่อยให้เขาทำงานเต็มที่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง”  

อยู่โรงพักบาเจาะเกือบ 3 ปี ฝ่ายชายสอบเลื่อนเป็นสัญญาบัตรลงตำแหน่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรตันหยง จังหวัดนราธิวาส ที่ยังไม่พ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่คราวนี้เธอยอมทิ้งงานทั้งหมดไปใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน คุณจั๊กระบายความรู้สึกว่า ไม่เครียดแล้ว ต่างจากครั้งแรกที่ลงไปกลัวมากขนาดต้องใส่เสื้อเกราะขอนั่งรถเบาะหลังตรงกลาง คิดว่า ถ้าถูกยิงเข้ามาเราจะได้มีโอกาสรอด ลงไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตอนนั้นประจวบเหมาะกับหลังน้ำท่วมปี 2554 งานอีเว้นท์หดหมด และเริ่มพร้อมมีลูกจริงจัง ชีวิตก็เริ่มดีขึ้น แต่ว่ายังไม่มีลูก ไปปรึกษาหมอว่า มีบุตรยาก ผสมเทียม 2 ครั้งไม่ติด  ผ่าตัดมดลูกไปเจอมีพังพืดในมดลูก เลยไปผ่าตัดถึงได้

น้องจันทร์เจ้า-ปุรินทิรา ปุรินทราภิบาล เกิดมาเป็นพยานรักของคนสองคน ตอบโจทย์ความคิดของคำว่า ครอบครัว และเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน แม้จะปรับตัวเข้ากับสถานที่ในดินแดนใต้สุดของสยาม แต่เมื่อมีอีกชีวิตเพิ่มขึ้นมาให้รับผิดชอบ นายตำรวจหนุ่มจำเป็นต้องถอดอุดมการณ์ขอย้ายไปเป็นรองสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล หอบลูกน้อยและเมียรักข้ามฝั่งอันดามันไปเติมเต็มความฝันบนเกาะสวรรค์ของนักท่องเที่ยว

ย้ายมาเกาะหลีเป๊ะ คุณแม่ยังสาวกลับมองว่า เครียดกว่าเดิม อยู่นราธิวาสระวังคน แต่หลีเป๊ะเป็นเกาะที่ 6 เดือนต้องปิดเกาะช่วงมรสุม เราไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้ เพราะลูกยังเล็ก จึงจะไปอยู่แค่ช่วงไฮซีซั่น เนื่องจากที่เกาะไม่มีบ้านพัก เป็นโรงนอนมีซีเมนต์กั้นห้องเสียมากกว่า เราต้องใช้เงินตัวเองไปสร้างบ้านน็อกดาวน์หลังหนึ่ง เพราะมีลูก ถ้าช่วงในมรสุมเลยต้องย้ายมาอยู่บ้านสามีที่พัทลุง

นาน2 ปี บ้านปุรินทราภิบาลได้เวลาขยับอีกครั้ง เมื่อผู้กองหัวหน้าครอบครัวทำเรื่องสมัครใจขอย้ายมาเป็นรองสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี บ้านเกิดของฝ่ายหญิงที่ต้องการอยู่ใกล้พ่อแม่เพื่อดูแลยามแก่ชรา อย่างไรก็ตาม การมาสัมผัสชีวิตตำรวจในฐานะแม่บ้านทำให้เธอรู้ว่า ตำรวจเป็นอาชีพที่เสียสละ แต่ด้วยความที่ทำงานกับประชาชนต้องบังคับใช้กฎหมาย เพราะฉะนั้นจะเป็นอะไรที่ไม่ถูกใจคน  ถามว่าหน้าที่ตำรวจ อดทนหรือไม่ ต้องใช้ความอดทนมาก

“เทศกาลวันหยุดไม่ต้องหวังจะเที่ยวเลย จั๊กเองไม่เคยคิดว่าจะได้เที่ยว ต้องปรับตัวให้เข้ากับเขาดีกว่า เพราะงานมันก็คือ งาน ต้องทำ อาจจะด้วยเราทำสื่อ แล้วเราก็ไม่ค่อยได้หยุดในช่วงอะไรแบบนี้ด้วยเหมือนกัน จั๊กเลยไม่คิดว่ามันแปลก  ไม่คิดว่ามันไม่มีเวลาให้ครอบครัว คิดอย่างนั้นมากกว่า เช่นเดียวกับหลักประคองชีวิตคู่ จั๊กจะไม่ยุ่งงานของเขา แค่รู้ แต่จะไม่ยุ่ง ไม่ไปแบบว่าแทรกแซง ก้าวก่าย เช่น ไหนบอกว่านายเรียก นายอะไร คือถ้าเขาต้องไป คือต้องไป” เธอทิ้งท้าย