ารใช้ชีวิตคู่จำเป็นต้องเพิ่มความรับผิดชอบและเตรียมพร้อมกับพยานรักที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต

ผมกำลังมีห่วงเพิ่ม ชีวิตไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไป ทำให้ต้องใส่ใจสิ่งรอบข้าง สภาพสังคมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรมตามที่ผมสัมผัสมาบางครั้งพาเอาหวาดระแวง ขวัญผวา ไม่อยากให้เกิดกับคนใกล้ตัว เกรงกลัวจะพบกับคนรู้จักและใกล้ชิด

ก่อนงานเลี้ยงเปิดประตูวิวาห์เพียง 3วัน ผมยังคงทำหน้าที่ตระเวนข่าวตามปกติ กระทั่งเผชิญเรื่องราวสุดสลดที่เกิดขึ้นกับครอบครัวหนึ่ง

สายวันนั้น ผมกูลีกูจอไปถ่ายรูปสภาพน้ำท่วมขังบริเวณถนนศรีนครินทร์ หน้าศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ตามคำสั่งของรีไรเตอร์

“สั่งแบบนี้แล้วใครจะรับผิดชอบ” คนขับรถเริ่มบ่น “รถลุยน้ำพัง ขนส่งเอาผมตาย”

ผมได้แต่ถอนหายใจ อุปสรรคการทำงานมีปัจจัยมาจากชายที่อยู่มือขวาคนละแผนก “ลองเลาะไปดูล่ะกันน้า” ผมยังให้เกียรติ “ตรงซีคอนแหละ ผมเช็กมาแล้ว”

รถตระเวนข่าวเคลื่อนล้อลุยน้ำอย่างช้า ๆ เหมือนกลัวมันจะกระเด็นเข้าเครื่อง ผมนั่งอึดอัดและหงุดหงิดเต็มที “จอดตรงนี้ก็ได้ ไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวผมลงเดินลงไปเอง” เปิดประตูหยิบกล้องสะพายท่องน้ำแค่ข้อเท้า เก็บภาพการจราจรติดขัด รถแออัดชะลอความเร็วท่ามกลางน้ำเจิ่งนองหลังพายุฝนลงกระหน่ำมาตลอดคืน

เป็นปัญหาคาราคาซังบนถนนศรีนครินทร์บริเวณนี้ที่ลาดต่ำกว่าตรงอื่น แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดแก้ไข

หนุ่มใหญ่คนขับรถกดแตรส่งสัญญาณ ผมลดชัตเตอร์หันไปมอง เห็นเจ้าตัวเปิดกระจกกวักมือ “เร็ว ๆ มีเหตุ 241” พฤติกรรมร้ายขี้บ่นยังไงเขาก็ยังเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี “มีฆ่าข่มขืนมีนบุรี”

เก็บกล้องขึ้นรถ โชเฟอร์สวมวิญญาณตีนผีบึ่งไปยังที่เกิดเหตุทันควัน

มันเป็นข่าวที่ไม่อยากสัมผัส ผมไม่อยากรับรู้ความเศร้าสะเทือนใจในความสูญเสีย

พันตำรวจตรีประภาส อินตา สารวัตรเวร สถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี รับแจ้งพบศพหญิงสาวอยู่ในคูน้ำริมถนนสุขาภิบาล 3 ใกล้วัดบางเพ็งใต้ แขวงและเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร พันตำรวจเอกวิชัย ชุ่มจินดา ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี พันตำรวจตรีสันติภาพ ใบประเสริฐ สารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี เดินทางไปสมทบ

ไทยมุงเต็มพื้นที่ ผมมุดแนวกั้นที่เกิดเหตุ บันทึกภาพที่เห็นสุดสลดตามที่คาดเดาไว้ หญิงสาววัยรุ่นนอนหงาย แขนและขากาง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อยกทรงถูกถลกขึ้น ท่อนล่างเปลือย มีบาดแผลถูกชกเข้าเบ้าตาซ้ายเป็นรอยช้ำ หัวนมซ้ายมีร่องรอยถูกกัด ลำตัวปริ่มน้ำ มือซ้ายชูขึ้นในพงหญ้า มีเศษดินโคลนในจมูกและปาก ฟอกอากาศปุดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่มูลนิธินำร่างไร้วิญญาณขึ้นจากคูน้ำ

ภาพนั้นติดตาผมมากกว่าชัตเตอร์ไวแสงที่ลั่นลงใส่ม้วนฟิล์ม

พันจ่าอากาศเอกวีระ โสมประยูร ประจำกองทัพอากาศ และกนิกนันท์ โสมประยูร คู่สามีภรรยามาดูศพแล้วร่ำไห้คร่ำครวญเป็นที่น่าสังเวชใจ ศพของหญิงคนนั้นเป็นลูกสาววัย 19 ปี เรียนอยู่พณิชยการสันติราษฎร์ ภาคค่ำ ชั้นปีที่ 5 ผู้เป็นพ่อปล่อยโฮเล่ารายละเอียดว่า ผู้ตายเป็นลูกสาวคนโตในจำนวนลูกทั้งหมด 4 คน เรียบร้อย นิสัยดี ทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีดที่สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เรียนภาคค่ำที่พณิชยการสันติราษฎร์ ก่อนจะขึ้นรถเมล์กลับบ้านที่หมู่บ้านธนากร ถนนสุขาภิบาล 3 ตอนค่ำ

ทุกวัน พ่อแม่ หรือไม่ก็น้องชายจะมารอรับที่ปากซอย เนื่องจากเป็นห่วงในความปลอดภัย เพราะถนนเปลี่ยว ช่วงค่ำมืดดึกดื่นไม่ค่อยมีชาวบ้านสัญจร “เมื่อคืนฝนตกหนัก ผมออกมารอรับไม่พบลูกสาว ก็เกิดความกระวนกระวายใจ ย้อนเข้าบ้านแล้วกลับออกมารอใหม่ตอนเที่ยงคืนก็ไม่มีวี่แวว ทุกคนในบ้านเริ่มกังวล เพราะลูกไม่เคยไปนอนค้างที่อื่น กระทั่งมีคนแจ้งพบศพ …. ทำไมต้องทำลูกผมด้วย” น้ำตาของพันจ่าอากาศแทบเป็นสายเลือด มีภรรยานั่งเป็นลมพับหลายรอบ

ผมจำเป็นต้องฝืนความรู้สึกหยอดความเหี้ยมเกรียมในหลายคำถามเพื่อแลกข้อมูลข่าวให้ได้มากที่สุด ทั้งที่รู้แก่ใจว่า มันจะเป็นการตอกลิ่มความเจ็บปวดให้พ่อแม่ที่สูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รักและสุดห่วงหวง

พันตำรวจเอกวิชิต สมาธิวัฒน์ รองผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ระบุผลชันสูตรพลิกศพว่า  ใบหน้าของเหยื่อถูกซ้อมอย่างยับเยิน ศีรษะด้านหลังถูกกระแทก ลำคอมีรอยเขี้ยวช้ำคล้ายถูกบีบอย่างแรง อวัยวะเพศฉีกขาดเป็นรอยยาว 7.5 เซ็นติเมตร กว้าง 4 เซนติเมตร ลักษณะเหมือนเอาไม้แทงเข้าไป มีรอยกัดหัวนมขาด แขนขวามีรอยกัดเช่นกัน

สาเหตุการเสียชีวิต คือขาดหายใจ เพราะในปอดเต็มไปด้วยโคลน แสดงว่า เหยื่อถูกฆาตกรซาดิสต์กดน้ำจนตาย ภายหลังทำทารุณกรรมจนสาแก่ใจแล้ว

วันรุ่งขึ้น ผมกลับไปที่โรงพักมีนบุรีสอบถามความคืบหน้าของคดีต่อเนื่อง พันตำรวจเอกวิชัย ชุ่มจินดา ผู้กำกับการเรียกประชุม พันตำรวจโทอำนาจ อินทร์สมใจ รองผู้กำกับการสืบสวน นานกว่า 2 ชั่วโมง นำวิเชียร์ อารักษ์ เด็กหนุ่มวัย 18 ปี เพื่อนสนิทของเหยื่อที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันมาสอบปากคำ ได้ความว่า เวลาประมาณ 4 ทุ่ม ผู้ตายโทรศัพท์มาหาที่บ้าน บอกว่า ฝนตกหนัก น้ำท่วม ขอให้ออกมารับปากซอย เมื่อไปถึงก็ไม่พบ รออยู่ราว 30 นาที ตัดสินใจโทรไปถามที่บ้านฝ่ายหญิง ได้รับคำตอบว่า ยังไม่กลับมาเช่นกัน

พยาน 2 ปากระบุว่า ขึ้นรถประจำทางสาย 58 จากตลาดมีนบุรี พร้อมผู้ตาย พอมาถึงป้ายแยกร่มเกล้า มีนักเรียนวัยรุ่นคนหนึ่งหอบเหล็กฉาก ไม้ที และกระดาษเขียนแบบขึ้นมาลำพัง เมื่อรถมาถึงป้ายหน้าวัดบางเพ็งใต้ พยานและเด็กหนุ่มลงทางประตูหลัง ส่วนผู้ตายลงประตูหน้า เดินเข้าไปโทรศัพท์สาธารณะที่ตู้หน้าวัดแล้วเดินมุ่งหน้าไปซอย 2 มีเด็กอาชีวะคนนั้นเดินตามประกบลากตัวหญิงสาวหายไปในพงหญ้ากลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

สอดคล้องกับหลักฐานในที่เกิดเหตุที่พบไม้ที เหล็กฉาก กระดาษเขียนแบบ ตกอยู่กับหนังสือเรียนของผู้ตาย

“แม่งเอ๊ย พลเมืองเฮงซวย เห็นแล้วยังเสือกเฉย” ผมฟังรายงานจากตำรวจรู้สึกสบถในใจ

“ไปบ้านผู้หญิงกัน” ผมบอกคนขับออกจากโรงพักย้อนไปหมู่บ้านธรากร

ทำใจดีสู้เสือ กดออดหน้าบ้าน สภาพจิตใจของครอบครัวผู้ตายคงอยู่ระหว่างเศร้าโศก แต่ผมถือเป็นหน้าที่ที่จะกลั่นความในใจออกมาตีแผ่ความโหดร้ายของสังคม

“สวัสดีครับคุณแม่”

กนิกนันท์มองผ่านแว่นแววตาเขียวสีหน้าอิดโรยบ่งบอกความเศร้า

“เป็นยังไงบ้างครับ”

“บ้านนี้ไม่ต้อนรับนักข่าว” พันจ่าอากาศเอกตะโกนเสียงแข็ง “ลงข่าวไปได้ยังไง ลูกสาวผมเสียหาย”

ผมอ้ำอึ้ง “ใจเย็น ๆ ครับ ผมแค่อยากจะช่วยกระตุ้นให้ตำรวจเร่งจับคนร้าย”

“คุณไม่ต้องมาช่วย” ทหารลูกทัพฟ้าปาดน้ำตา “ซ้ำเติมกันไม่พออีกหรือ”

“ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไรครับ ผมขอโทษด้วย”

“แต่แม่อยากให้คุณช่วยนะ” กนิกนันท์ลดโทนร้อน

“ครับคุณแม่”

หลังจากวันนั้น ผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวโสมประยูรที่มักโทรศัพท์สอบถามความคืบหน้าของคดีกันไปมาตลอดหลายสัปดาห์การตามล่าตัวฆาตกามในคราบสัตว์เดรัจฉาน กระทั่งทีมสืบสวนกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครบาลเหนือแกะรอยจากกระดาษเขียนแบบที่พบในที่เกิดเหตุนำไปสู่หมายจับนายต่อพงษ์ หรือแจ๊ค แสงจันทรา อายุ 19 ปี นักเรียนช่างกลย่านพหลโยธินที่อยู่หมู่บ้านเดียวกับผู้ตาย

เวลาผ่านไปครึ่งเดือน แม่ของเหยื่อสาวโทรศัพท์หาผม

“คุณโต้งหรือคะ นี่แม่นิอรนะ”

“อ่อ ว่ายังไงครับคุณแม่”

“แม่อึดอัดเหลือเกิน อยากขอความช่วยเหลือค่ะ”

เธอถือโอกาสร้องเรียนว่า แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานแล้ว แต่ตนและสามียังทำใจไม่ได้ ผู้ตายเป็นลูกคนโต เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของบ้าน ชอบช่วยเหลือพ่อแม่และเพื่อน เป็นคนดีมาก ชาวบ้านทุกคนก็รู้ แต่ทำไมตำรวจยังจับคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายไม่ได้เสียที เห็นบอกรู้ตัวแล้วคนร้ายเป็นใคร และรู้ตั้งนานแล้วด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่า ตำรวจทำงานอย่างจริงจังหรือเปล่า

“แม่ไม่อยากให้น้องตายฟรีนะคะคุณโต้ง” กนิกนันท์เสียงสั่น และบอกด้วยว่า ได้ปรึกษากับหลายฝ่ายแล้วจะเดินทางไปยังโรงเรียนพณิชยการสันติราษฎร์ เพื่อพบครูที่ปรึกษา และจะเดินทางไปยังกองปราบปรามเข้าร้องเรียนกับพลตำรวจตรีคำนึง ธรรมเกษม ผู้บังคับการกองปราบปราม ให้ช่วยติดตามคนร้ายมาลงโทษ ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยนวลอยู่ทุกวันนี้ คิดว่า กองปราบปรามเป็นที่พึ่งสุดท้ายในเวลานี้แล้ว

ผมรับคำร้องนำมาตีแผ่ลงหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง กดดันการทำงานของตำรวจ

แต่กว่าที่ญาติจะพาผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพลตำรวจโทโสภณ วาราชนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กินเวลาปาเข้าไปเดือนกว่า เบื้องต้น นายต่อพงษ์ หรือแจ๊ค แสงจันทรา ปฏิเสธ อ้างว่า วันเกิดเหตุนั่งรถประจำทางคันเดียวกับผู้ตาย และลงป้ายเดียวกันที่ปากซอยหมู่บ้านธรากร 4 ตัวเองเผลอบ้วนน้ำลายไปโดนกระโปรงผู้ตายโดยไม่ได้ตั้งใจจึงหันไปขอโทษ แต่ฝ่ายหญิงกลับด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง

มันอ้างอีกว่า ระหว่างเดินไปรอมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผู้ตายยังตามมาต่อว่า ด้วยความโมโหเลยผลักคู่กรณีตกคู่น้ำแล้ววิ่งกลับบ้าน จนตอนเช้าทราบข่าวว่า หญิงสาวคนนั้นเสียชีวิต จึงหลบหนีไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ จากนั้นถึงให้ญาติพาเข้ามอบตัว ยืนยันว่า ไม่ได้ข่มขืนผู้ตาย

ยิ่งเพิ่มความร้อนระอุสุมไฟคับแค้นภายในหัวใจของครอบครัวเหยื่อ

วันที่ 26 เมษายน 2541 ห้วงเวลาคดีฆาตกรรมนักเรียนพณิชยการสันติราษฎร์อย่างเหี้ยมโหดผ่านไปเกือบ 3 ปี ผมรับโทรศัพท์จากกนิกนันท์ โสมประยูร แม่ของเหยื่ออีกครั้ง

“ไม่ได้คุยกันนานเลยครับคุณแม่ สบายดีนะ”

“สบายดีค่ะคุณโต้ง พอดีแม่มีข่าวจะบอก”

“เรื่องอะไรหรือครับ”

“พรุ่งนี้ศาลตัดสินแล้ว คุณโต้งทราบไหม อยากให้คุณโต้งไปฟังด้วยจัง ที่ศาลมีนบุรี”

“หรือครับคุณแม่” ผมเกือบลืมคดีสำคัญเมื่อครั้งเริ่มต้นตระเวนข่าวก่อนเข้าวิวาห์เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว “ผมไม่ได้เข้าเวรครับ แต่ผมจะประสานนักข่าวศาลให้ครับ”

“หรือคะคุณโต้ง เสียดายจัง อยากให้มาฟังด้วย”

“ไว้ผมช่วยลุ้นนะครับคุณแม่”

รุ่งขึ้นที่ห้องพิจารณาคดี3 ศาลจังหวัดมีนบุรี นายพินิจ สุเสารัจ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตนายต่อพงษ์ หรือแจ๊ค หรือต่อ แสงจันทรา นักเรียนชั้นปีที่ 1 โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ จำเลยในคดีที่พนักงานอัยการและพันจ่าอากาศเอกวีระ โสมประยูร เป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องจำเลยว่า ข่มขืนกระทำชำเรานักเรียนพณิชการสันติราษฎร์ บุตรสาวของพันจ่าอากาศเอกวีระ โดยใช้กำลังตบตี และใช้ไม้สเกลเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร ตีบริเวณร่างกาย และแทงในช่องคลอดแล้วบีบคอกดน้ำจนถึงแก่ความตาย เนื่องจากโคลนเข้าไปในหลอดลมและกระเพราะอาหาร เหตุเกิดที่แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2538 และพนักงานสอบสวนจับกุมจำเลยได้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2538โดยจำเลยให้การปฏิเสธ สู้คดีในชั้นศาล

ต่อมาศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานเชื่อว่า จำเลยได้ข่มขืนผู้ตายจริง เนื่องจากโกรธแค้นที่ผู้ตายไปมีแฟนใหม่ ทั้งพยานโจทก์ซึ่งเป็นอาจารย์โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ก็ยืนยันว่า ของกลางที่ตำรวจพบ ไม่ว่าจะเป็นไม้ทีที่ตกในที่เกิดเหตุ เป็นของจำเลยที่จะส่งงานในตอนเช้า ไม่มีเหตุที่จะวางลืมไว้ในที่เกิดเหตุ จำเลยกระทำผิดตรงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก 277 ทวิ(2) 287 (7) ทั้งขณะกระทำผิดจำเลยอายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่เห็นสมควรลดมาตรส่วนโทษให้ และการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จึงพิพากษาให้ประหารชีวิต

ตัวมันเดินทางมาฟังคำพิพากษาในชุดนักศึกษาถึงกับคอตก หน้าซีด ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ประจำศาลจับใส่กุญแจมือสูญสิ้นอิสรภาพในบัดดล บรรดาญาติพี่น้องพยายามนำหนังสือพิมพ์มาปิดหน้าไม่ให้นักข่าวถ่ายรูป พร้อมกับนำหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินและสมุดบัญชีเงินฝาก 1.6 ล้านบาท ยื่นเรื่องของประกันตัว

ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาต

“ขอบคุณมากนะคุณโต้งที่ช่วยเป็นสื่อกลางนำเสนออย่างต่อเนื่อง” กนิกนันท์ยังโทรศัพท์มาขอบคุณ

“ดีใจด้วยครับคุณแม่” เป็นคำพูดที่ไม่รู้สึกเบิกบานสักนิด อารมณ์วันนั้น ผมเชื่อว่า พวกเขาขอแลกเอาชีวิตลูกสาวกลับมาดีกว่าให้ไอ้ฆาตกรหื่นกามสวมวิญญาณสัตว์เดรัจฉานถูกสั่งประหารให้ตายตกไปตามกัน

20 ปีผ่านไป ผมขับรถผ่านจุดนั้นทีไร ไม่วายคิดถึงภาพสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับครอบครัวโสมประยูร แม้ปัจจุบัน ถนนสุขาภิบาล 3 ขยายเส้นทางการจราจรเป็นถนนรามคำแหงทอดยาวถึงแยกมีนบุรีที่เต็มไปด้วยแสงสี

ไม่เหลือเค้าลางความเปลี่ยวในยามค่ำคืนอีกแล้ว