สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งที่ 552/2562 เรื่องอนุญาตให้ข้าราชการตำรวจลาออกจากราชการ

มี พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงนามทิ้งท้ายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 ก่อนตัวเองขยับไปขึ้นทำหน้าที่ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เป็นการขอลาออกจากราชการตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพลรุ่นที่ 20 ของปีงบประมาณ 2563

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุญาตให้ข้าราชการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณ์ของโครงการ “ไขก๊อก” ลาออกได้

ทั่วประเทศมีจำนวนมากถึง 933 นาย

กระจายตามหน่วยต่าง ๆ ตั้งแต่ตำแหน่ง “ผู้บังคับการ” ไปถึง “ผู้บังคับหมู่”

ไล่บัญชีรายชื่อระดับ “นายพล” ขออำลาก่อนกำหนดเกษียณอายุราชการ มี พล.ต.ต.ณัฐแก้ว เมตตามิตรพงศ์ ผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ทำหน้าที่ประสานงานนโยบายกับนายกรัฐมนตรี) พล.ต.ต.สุจินต์ มีกะจิตต์ ผู้บังคับการกองตรวจราชการ 10 จเรตำรวจ พล.ต.ต.ชยพจน์ หาสุณหะ ผู้บังคับการข่าวกรอง กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ต.สมเกียรติ เนื้อทอง ผู้บังคับการกองสนับสนุน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ที่จะครบเกษียณอายุปี 2563

 รวมถึง พล.ต.ต.สุรัตน์ อรุณฤกษ์ถวิล อาจารย์ (สบ6)กลุ่มงานอาจารย์ กองบัญชาการศึกษา อาวุโสลำดับ 12 แต่ไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายระลอกผ่านมา ทั้งที่เหลืออายุราชการถึงปี 2564

ส่วนระดับ รองผู้บังคับการ มี พ.ต.อ.เดชาวัติ โพธิสาร นักบิน (สบ5) กลุ่มงานการบิน กองบินตำรวจ พ.ต.อ.ธวัชชัย แม้นสุรินทร์ นักบิน (สบ5) กลุ่มงานการบิน กองบินตำรวจ พ.ต.อ.ณรงค์ ถัดทะพงษ์ รองผู้บังคับการพลาธิการ พ.ต.อ.สินาด อาจหาญวงศ์ รองผู้บังคับการสรรพาวุธ พ.ต.อ.พัฒน์ชนนท์ เกียรตินันท์ รองผู้บังคับการกองตรวจราชการ 7 จเรตำรวจ พ.ต.อ.บดินทร์ เจริญวงษ์ รองผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1   พ.ต.อ.ธนะศักดิ์ วงศ์ลือเกียรติ รองผู้อำนวยการตำรวจภูธรภาค 4 พ.ต.อ.นวิบูน บัวสิษห์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด พ.ต.อ.ณรงค์ยศ อุณหบัณฑิต รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล พ.ต.อ.เลิศศักดิ์ แสนสุทธิ รองผู้บังคับการตำรวจรถไฟ พ.ต.อ.สุวัฒน์ อินทสิทธิ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

มองภาพรวม “สะท้อนศรัทธา” ต่อองค์กรสีกากีที่พวกเขาไม่ใยดีจะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่จวบจนวันสุดท้ายของชีวิตราชการด้วยเหตุผลแตกต่างกันหรือไม่

ต้องไปถามใจแต่ละคนกันเอง

ทัพหลักที่พาเหรดกันยื่นใบลาออก มีกองบัญชาการตำรวจนครบาลจำนวน 55 นาย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 57 นาย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 จำนวน 65 นาย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 จำนวน 64 นาย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 97 นาย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 96 นาย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 จำนวน 67 นาย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 จำนวน 63 นาย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จำนวน 49 นาย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 จำนวน 44 นาย

ส่วนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมี 41 นาย กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดจำนวน 9 นาย กองบัญชาการตำรวจสันติบาล จำนวน 19 นาย สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจำนวน 13 นาย กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจำนวน 4 นาย

มากสุดต้องยกยอดให้ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เสียกำลังพล “นักรบป่า” จากการขอลาออกไปจำนวนทั้งสิ้น 105 นาย

ทั้งหมดอาจเป็นบุคลากร “ใกล้ปลดระวาง” แต่ประสบการณ์ทำงานถือเป็นตำราที่ “นับค่า”ไม่ได้