ย่างเข้าสู่เดือนกรกฎาคม เหลือเวลาเพียง 2 เดือนเศษ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำต้องอำลาชีวิตราชการ หลังสร้างตำนาน “บทใหม่” ในการนั่งเก้าอี้คุม “ทัพปทุมวัน” นานสุดในประวัติศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สมฉายา “พิทักษ์ 1 กึ่งทศวรรษ”

ขณะเดียวกันลือกันสะพัดด้วยว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เตรียมแต่งองค์ทรงเครื่องลงชิงชัยตำแหน่งใหญ่ “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร”

จริงเท็จแค่ไหนเป็นเรื่องของอนาคต

ประเด็นน่าจับตาที่ต้องมาก่อนหน้า คือ ใครจะก้าวผงาดขึ้นรับบท “แม่ทัพสีกากีคนใหม่”

ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและจเรตำรวจแห่งชาติส่งเอกสารแสดงวิสัยทัศน์ เกี่ยวกับแนวคิดและนโยบายการทำงาน เพื่อแสดงทัศนคติ ความเหมาะสมการขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนต่อไป

กำหนดส่งภายในวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 ก่อนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา จะเป็นผู้ตัดสินใจเสนอชื่อเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ  ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

สรุป “ฟันธง” ขั้นตอนสุดท้ายจะมอบให้ใครเป็น “ผู้นำปทุมวัน” คนที่ 12 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับเอกสารแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวคิดและนโยบายการทำงานมีผลต่อการคัดเลือกผู้เหมาะสมได้จริงหรือ

เชื่อแน่ว่าผู้ชิงชัยใน “เกมชิงดำ” ที่ประกอบด้วย พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ไม่เก็บเอามานอนฝัน

ทุกคนรู้ประวัติศาสตร์ดีว่า เหตุผลที่จะผงาดบนเก้าอี้คุม “อำนาจสูงสุด” เพียงตัวเดียว คือ อะไรที่มากกว่าแฟ้มกระดาษแสดงความรู้ความสามารถ

แรงกระเพื่อมภายในอาณาจักรปทุมวันตลอดหลายยุคที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า มี “อำนาจนอกรั้ว” เข้ามาเกี่ยวข้องเป็น “ปัจจัยสำคัญ” ในการแต่งตั้งโยกย้ายทุกระดับชั้น

ดังนั้น ผู้ชิงชัยใน “เกมชิงดำ” ระลอกนี้ทุกคนต้องมีดีมากกว่าแฟ้มกระดาษแสดงความรู้ความสามารถเพื่อประกาศวิสัยทัศน์บริหารกองทัพตำรวจ

ตำแหน่ง “พิทักษ์1” ที่หลายคนใฝ่ฝัน

มีไม่น้อยก้าวไม่ถึงดวงดาว แม้จะก้าวยาวมาจ่อลุ้นแคนดิเดต

เก้าอี้ตัวเดียวที่ขับเคี่ยวหักความเป็นเพื่อนพี่น้องรักเปลี่ยนมิตรเป็นศัตรู ดูเหมือนว่าหลายคนมักถวิลหา หรือเพียงเพราะว่า “อำนาจบังตา”

ถึงเวลาก็แค่ “หัวโขน” จำต้องโยนทิ้งในวันที่ถอดเครื่องแบบเกษียณอายุราชการ

ทว่าเกือบทุกคนขอเป็นตำนานเบอร์ 1 นำทัพปทุมวัน

พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 ลูกชาย พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจกำหนดเกษียณอายุราชการปี 2565 พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 38 นายเวรเก่า พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดเกษียณอายุราชการปี 2564 พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร นักเรียนนายร้อยตำรวจอบรม  ลูกชาย พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กำหนดเกษียณอายุราชการปี 2564 และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 นายเวรเก่า พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อีกคน แถมยังเป็นเพื่อนรัก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ที่เรียกใช้งานมากกว่าคนอื่น

ทุกคนล้วนมี “ของดี” ติดตัว มีความสามารถ พอที่จะผงาดเป็น “ผู้นำปทุมวัน”

อยู่ที่ขั้วอำนาจจะเลือกใช้ใครเพื่อขับเคลื่อนเป็นมือเป็นไม้คุม “เกมนอกรั้ว” กองทัพตำรวจต่างหาก