เสียงปืนใจกลางกรุงครั้งนั้นไม่มีใครบาดเจ็บหรือตาย

แต่ส่งผลทำลายชีวิตข้าราชการคนหนึ่งประหนึ่งเป็น “กระสุนสังหาร” ให้ต้องมลทินมัวหมอง เมื่อเลือกโดดลงไปเล่นบน “กระดานหมากร้อน” กระเด็นกระดอนเข้าตัวเอง

ชีวิตทุกคนเริ่มต้นการมาเป็นตำรวจแทบไม่แตกต่างกัน

ทว่าการขีดเส้นทางเดินบน “เก้าอี้อำนาจ” อาจทำให้หลายคนอาการหวั่นไหวนำไปสู่อารมณ์ปรวนแปรปลายชีวิตข้าราชการตำรวจ

ปฐมบทของ “สุวิระ เผือกบางนา” ชาวจังหวัดสมุทรปราการ ก้าวออกจากรั้วอัสสัมชัญศรีราชาไปต่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 37

ตัวเองมีดีกรีรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาเอก สาขาบริหารการพัฒนา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และปริญญาเอก สาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เริ่มรับราชการตำแหน่งรองสารวัตรสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ รองสารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลสำโรงใต้ จังหวัดสมุทรปราการ รองสารวัตรแผนกวินัย ตำรวจภูธรภาค 1 ขึ้นสารวัตรสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี นายเวรผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ(ทำหน้าที่สภาความมั่นคง) เป็นสารวัตรงาน 5 กองกำกับการ 3 กองสารนิเทศ

ต่อมาเข้าเป็นอาจารย์ภาควิชาบริหารงานตำรวจ สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจนาน 7 ปีออกมาเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 1

ขึ้นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตราด ก่อนกลับถิ่นเกิดเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เป็นผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เลื่อนเป็นรองผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2  รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นผู้บัญชาการศึกษา ขึ้นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ติด “พล.ต.อ.” ตำแหน่งที่ปรึกษา (สัญญาบัตร10) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559   และโยกเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปีถัดมา

กำหนดเกษียณอายุราชการปี 2565 ทำท่าจะได้เป็น “แคนดิเดตแม่ทัพ”

กระทั่งพ่ายทัพเมื่อเลือก “เปิดศึก” ผิดฟาก หลังมีมือปืนสาดกระสุนใส่รถเบนซ์ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล นายพลคนดังในท้องทุ่งบางรัก

ยังตามจับ “มือลั่นไก” ไม่ได้ แต่คนที่เสมือน “ตายทั้งเป็น” คือ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา คนเดียวกับ “นรต.สุวิระ เผือกบางนา” จากปัญหาคลิปเสียงสนทนากับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลุดไปถึงสื่อมวลชน

ส่งผลให้ถูกตั้งกรรมการสอบสวนเอาผิดวินัยร้ายแรง

เป็นผลอันชอบธรรมตามกฎหมายให้ “สำรองราชการ”

แล้วก็ถึงวันนั้น วันที่มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง

ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำรองราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน

และขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 104  วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พุทธศักราช 2547 ประกอบข้อ 8 วรรคสอง ของกฎ ก.ตร. ว่า ด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใด

หรือสำรองราชการในส่วนราชการใด พุทธศักราชการ 2548 ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าว พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2563  ประกาศ ณ วันที่ 31 สิงหาคม พุทธศักราช 2563

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

มีประกาศลงราชกิจจานุเบกษา หน้า 23 เล่ม 137 ตอนพิเศษ 203 ง วันที่ 6 กันยายน 2563

เท่ากับภารกิจสาดกระสุนครั้งนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตใครหลายคน

ท่ามกลางความขมขื่นของผู้ตกเป็นเหยื่อ !!!