เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนับสนุนความคิดของคนจเรตำรวจท่านหนึ่งถึงปัญหาภายในองค์กร

เขายกตัวอย่างกรณีตำรวจชั้นประทวนที่ สภ.บ้านบึง ชลบุรี ไปก่อเหตุปล้นรถขนเงินจำนวน 5 ล้านบาทที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตำรวจคนนี้เป็นที่ยอมรับในเรื่องการทำงานและความประพฤติของผู้บังคับบัญชาทุกระดับ “เคยไดรับโล่รางวัล” แต่สุดท้ายก็ไปก่อเหตุ

เมื่อตรวจสอบด้านมืดของตำรวจผู้นี้อย่างจริงจังแล้วกลับพบว่า มีหนี้สินจากการเล่นหุ้นมากมายหลายล้าน และลำพังเงินเดือนไม่สามาถแก้ปัญหาของตัวเองได้จึงไปก่อเหตุสร้างความเสื่อมเสียดังกล่าว

“ผมจึงใช้คำว่า ต้องตรวจสอบให้ลึกและแนะนำหน่วยปฏิบัติว่า ต้องค้นหาด้านมือทุกรายและทำอย่างจริงจังก็จะช่วยระงับยับยั้งหยุดปัญหาได้ในที่สุด เพราะรู้ก่อน ป้องกันก่อน ช่วยเหลือแก้ไขให้สติก่อนจะไปก่อเหตุ” คนจเรตำรวจอธิบายหลักแก้ปัญหา

เรื่องการจัดการปัญหาข้อร้องเรียน ชี้เบาะแส หรือความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่นั้น จะทำแบบเดิมอีกไม่ได้แล้ว เพราะจะส่งผลต่อความรู้สึกของคนที่เป็นเจ้าของเรื่อง เจ้าของปัญหาว่า ปัญหาของเขาไม่ได้ดูแลแก้ไข

ตรงนี้ดูได้จากสถิติในภาพรวมของจเรตำรวจบ่งชี้ว่า มีการยุติเรื่องมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

นั่นหมายความว่า ความทุกข์ ความไม่สบายใจ ความกังวลใจ ไม่ได้ถูกรับรู้แก้ไขใส่ใจอย่างจริงจัง กลายเป็นเรื่องที่เมื่อยุติแล้วถูกทิ้งลงตะกร้าเป็น “ขยะมีค่าเป็นศูนย์” และไม่ถูกหยิบยกนำมาค้นหาความจริงต่อไป  

ประเด็นนี้ เขาต้องการให้ทุกหน่วยกลับไป “รีไซเคิลขยะ” ที่ถูกทิ้งลงตะกร้ามีค่าเป็นศูนย์นั้นกลับมามีผลต่อความรู้สึก หรือเรียกความรู้สึกที่ดีของประชาชนเจ้าของเรื่องให้กลับคืนมาอีกครั้ง แม้ว่าเรื่องเหล่านั้นจะถูกยุติไปด้วยระบบเอกสาร หรือระบบการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็ตาม

เพราะสิ่งเหล่านี้คือ ปัญหาความทุกข์ใจและความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

การย้อนกลับไปรีไซเคิลเรื่องเหล่านี้จะได้ประโยชน์ 2 ส่วน ส่วนแรกจะค้นพบความจริง หรือปัญหาใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องที่ยุติไปแล้ว อีกส่วนเจ้าของเรื่อง เจ้าของปัญหาจะรับรู้เองว่า เรื่องที่เขาร้องเรียนหรือให้เบาะแสไปนั้นได้รับการใส่ใจและมีความพยายามตรวจสอบแก้ไขปัญหาให้กับเขา

อย่างน้อยก็จะได้รับรู้ว่า เรื่องไหนจริง เรื่องไหนไม่จริง บางเรื่องเป็นเรื่องกลั่นแกล้ง บางเรื่องเป็นเรื่องโกรธเกลียดชัง

แต่บางเรื่องเป็นเรื่องจริงที่ยังไม่ถูกค้นพบ